ข้อมูลแบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร (แบบ 59-2) 🔥

ข้อมูลแบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร (แบบ 59-2) 🔥

อีกหนึ่งสิ่งที่นักลงทุนต้องศึกษา

✨ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า กรรมการ ผู้บริหาร และผู้สอบบัญชีของบริษัทต่างๆ (ภาษาอังกฤษเรียกรวมๆว่า Insiders) เป็นผู้ที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญของบริษัทที่ตนมีอำนาจหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น ก่อนบุคคลทั่วไป ดังนั้นการเคลื่อนไหวของ insidersในรูปของการซื้อ หรือ ขายหลักทรัพย์ของบริษัทที่เขาเกี่ยวข้อง จึงได้รับการจับตามองจากนักลงทุนทั่วไป และถือเป็นสัญญาณสำคัญไม่น้อยกว่า ข่าวสารที่เผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ

เราจะติดตามการซื้อขายหลักทรัพย์ของ Insiders ได้อย่างไร ❓

✨ ในประเทศไทย มีกฏหมายกำหนดให้บุคคลที่อยู่ในตำแหน่งหรือฐานะที่อาจล่วงรู้ข้อมูลภายในของบริษัท (และอาจหาประโยชน์จากข้อมูลนั้น ก่อนที่ข้อมูลจะถูกเปิดเผยเป็นการทั่วไป) ต้องรายงานการได้มา หรือจำหน่ายไปของหลักทรัพย์ ที่ตนเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้สอบบัญชี ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ภายในสามวันทำการ นับจากวันที่มีการ ซื้อ ขาย โอน หรือ รับโอนหลักทรัพย์นั้น

✨ นักลงทุนสามารถติดตาม การเคลื่อนไหวเหล่านี้ของ insidersได้ทางเว็บไซต์ของ กลต.

การที่ผู้บริหารซื้อขายหุ้น
ประจำวันที่ 15 มี.ค. 2560

http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin/daily59.php

✨ มาถึงตรงนี้ เว็บจะแสดงข้อมูล การซื้อ ขาย โอนและรับโอนหลักทรัพย์ของinsiders ณ วันล่าสุด

✨ ในกรณีที่นักลงทุนต้องการดูข้อมูลย้อนหลัง หรือข้อมูลของหลักทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง คลิก”ข้อมูล59-2ย้อนหลัง” ที่อยู่ด้านบนสุดของรายงานจากwebpageที่ปรากฎ นักลงทุนสามารถใส่ชื่อย่อหลักทรัพย์แล้วคลิก “ค้นหา” คุณก็จะได้ข้อมูลในอดีตทั้งหมดของหลักทรัพย์ดังกล่าว

✨ การทราบความเคลื่อนไหวของ Insiders มีประโยชน์อย่างไร?

✨ เนื่องจาก Insiders เป็นผู้ที่รู้ข้อมูลของบริษัทในเชิงลึก และรู้ก่อนนักลงทุนทั่วไป การเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ของ Insiders จึงน่าจะเป็นดัชนีชี้นำ(leading indicator) ที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่ง กล่าวคือ โดยทั่วไปเมื่อ Insiders ซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทตน น่าจะตีความได้ว่า Insiders เชื่อว่าราคาหลักทรัพย์จะสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากผลประกอบการที่กำลังจะประกาศ จะออกมาดี หรือจะมีข่าวที่จะหนุนให้ราคาสูงขึ้น

✨ ในทางตรงกันข้าม ถ้า Insiders ขายหลักทรัพย์ของตนอย่างต่อเนื่อง น่าจะตีความได้ว่า Insiders เชื่อว่าราคาหลักทรัพย์จะลดลง เพราะผลประกอบการจะออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ หรือมีข่าวร้ายรออยู่

✨ อย่างไรก็ดี นักลงทุนที่มีประสบการณ์ย่อมทราบดีว่าในบางครั้ง Insiders ก็หลอกนักลงทุนทั่วไปให้เข้าใจผิด เช่น
การแกล้งเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่ตนเป็นผู้บริหาร ทั้งๆที่รู้ว่าผลประกอบการจะไม่ดี เพื่อหลอกให้นักลงทุนซื้อตาม ในขณะเดียวกัน ให้ผู้อื่นที่ถือหลักทรัพย์แทนตนเอง(nominee)ทยอยขายหลักทรัพย์นั้น
วิธีการ กลั่นกรอง เพื่อดูว่าการซื้อขายของ Insiders รายใดน่าเชื่อถือหรือไม่ สามารถทำได้โดยดูจาก
มูลค่าการซื้อขาย (ยิ่งมาก ยิ่งน่าเชื่อถือ อย่างน้อยควรเป็นหลักล้านบาท)
ความต่อเนื่องของการซื้อขาย (ยิ่งซื้อหรือขายต่อเนื่องหลายวัน ยิ่งน่าเชื่อถือ)
จำนวน Insiders ที่เข้ามาซื้อหรือขาย (ยิ่งหลายคนทำเหมือนกัน ยิ่งน่าเชื่อถือ)
พฤติกรรมของ Insidersของบริษัทดังกล่าวในอดีต (น่าเชื่อถือ? เคยมีพฤติกรรมปั่นหุ้น ? )
ข้อระมัดระวังในการใช้ข้อมูล Insider Trading ในการลงทุน

✨ แม้ว่า ข้อมูลในอดีตบ่งชี้ว่า Insiders ทำกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของตนได้เป็นกอบเป็นกำ
(บางตัวอย่างที่โดดเด่น เช่น SPALI และ CPF ซึ่ง Insiders สามารถทำกำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ในช่วงปี 2008 ถึง 2010/2011) นักลงทุนไม่ควรใช้ข้อมูลนี้อย่างเดียวในการตัดสินใจ การตัดสินใจลงทุนในแต่ละครั้ง ควรคำนึงถึง ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจเป็นหลัก และข้อมูล Insider tradingเป็นปัจจัยเสริม เพื่อป้องกันการโดนหลอกดังที่กล่าวข้างต้น

ตัวอย่างคำถามเกี่ยวกับ Insiders Tradingที่นักลงทุนควรถามตัวเอง

✨ ในช่วง2-3สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักวิเคราะห์จากหลายค่ายแนะนำ”BUY”หุ้นหลายตัว รวมทั้ง SIRI และ CPALL แต่ในขณะเดียวกัน ตามข้อมูลใน”รายงานการถือครองหลักทรัพย์ของผู้บริหาร” ปรากฏว่า ผู้บริหารของทั้งสองบริษัทขายหุ้นตัวเองออกมาค่อนข้างมาก กรณีอย่างนี้ นักลงทุนตีความอย่างไร?

Cradit: Matt

>>ขอกำลังใจให้ 1 ไลค์ 1 แชร์นำสิ่งดีๆแบบนี้มาอีกนะครับ

สนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุน..แอดมาเลยครับ
Line ID: @Bestcom (มีตัว @ ด้วยนะครับ)

หรือคลิ๊กมาเลยที่: http://line.me/ti/p/@ldj3404k

วิธีการลงทุนและเทคนิคการปรับพอร์ตของ” : พี่โจ ลูกอีสาน

“วิธีการลงทุนและเทคนิคการปรับพอร์ตของ” : พี่โจ ลูกอีสาน
– – – – มาต่อพี่โจ วันที่สองกันครับ – – – –
วิธีการเรียบง่ายที่ผมใช้ทำมาหากินแทบทุกครั้ง จะเป็นอย่างนี้ครับ..
1. หา P/E ที่เหมาะสมของแต่ละบริษัท บริษัทไหนที่คาดการง่ายหน่อย กำไรโตเรื่อยๆ ปันผลดี พวกนี้จะ P/E สูงเหมือนพวกค้าปลีก โรงพยาบาล เป็นต้น ส่วนพวกที่ด้อยกว่า เช่น พวกรับเหมา ก็ให้ P/E ต่ำๆ
2. หา P/E ในอนาคต(อันใกล้)ของบริษัทที่เราสนใจ นี่หมายความว่าเราต้องประมาณกำไรของกิจการได้ เราจะทำได้ต้องหาข้อมูลเพื่อประเมินกำไรให้ผิดพลาดน้อยที่สุด
3. หาส่วนต่างของ P/E ที่เหมาะสม และ P/E ที่จะเกิดขึ้นจริง เช่น เราประเมินว่าบริษัทนี้ควรมี P/E 15 เท่า แต่เราประเมินแล้วราคาตลาดวันนี้หรือในอนาคตใกล้ๆนี้ P/E แค่ 7 เท่า นั่นแสดงว่า ราคาตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 50% (มี margin of safety 50%) อย่างนี้น่าสนใจครับ ปกติต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นซัก 30% ผมก็สนใจแล้ว
ผมมีความเชื่ออย่างนี้นะ..
*ระยะยาว หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเสมอ
*ตลาดเหมือนฤดูกาลที่มีทั้งรุ่งเรืองตกต่ำ หน้าหนาว-หน้าร้อน ขอให้เราเข้าใจและหาประโยชน์จากความจริงข้อนี้
*นักลงทุนเอกของโลกทุกคน เคยผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง หนักหนากว่านี้ก็มี ถ้าหยุดลงทุนก็คงไม่มีวันนี้ แม้แต่ ดร.นิเวศน์ ท่านเริ่มลงทุน 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ดัชนีประมาณ 800 จุด ท่านได้ผลตอบแทน 30 เท่า ทั้งที่วันนี้ดัชนีตลาดต่ำกว่า 10 ปีที่แล้ว
*ผมพูดเสมอๆว่า ตรรกะของการทำกำไรจากหุ้นคือ ซื้อถูกขายแพง คำถามต่อไป แล้วเราจะขายได้แพงตอนตลาดเป็นแบบไหน และหากเราจะซื้อของให้ได้ราคาถูก เราจะซื้อได้ตอนที่ตลาดเป็นอย่างไร
*การขายหุ้นและเลิกลงทุนตอนตลาดตกต่ำ เป็นการละเมิดศีลที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน vi เพราะนั่นหมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสได้กำไรกลับคืนตอนตลาดกลับไปรุ่งเรืองเลย
*มองไปวันพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า 5 ปี 10 ปีข้างหน้า แล้วทุกอย่างในวันนี้มันจะผ่านไป
*อย่าให้อารมณ์ของตลาด มาหยุดความมุ่งมั่นในการลงทุนของเรา อย่าทำให้เราหมดกำลังใจที่จะทำการบ้าน ศึกษาหาความรู้
*เราลงทุนวันนี้ ไม่ใช่เพื่อให้รวยพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ แต่เพื่อ 10 ปี 20 ปีข้างหน้า
*เราจะรู้ว่าใครแก้ผ้า ก็ตอนน้ำลด
ผมแนะนำครับ..
1. หามูลค่าที่เหมาะสมเสียก่อน พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ
2. ดูราคาในตลาด ว่าสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่เราคำนวณได้
3. ตัดสินใจ ซื้อหรือขาย
ผมมองว่าที่หลักการลงทุน vi เติบโตเด่นได้รับความนิยมขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเพราะมีตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่เป็นเพราะความเป็นเหตุเป็นผลของมัน คือหุ้นจะขึ้นจะลงเพราะมีเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่หุ้นจะขึ้นเพราะหลายคนบอกว่าจะขึ้น และมันจะลงเพราะหลายคนบอกว่ามันจะลง
คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลอย่างเดียว เพราะเป็นคนก็ต้องมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็ยังเป็น แต่ถ้าเราจะเป็น vi ที่ประสบความสำเร็จ เราต้องพิจาณาด้วยเหตุผลธุรกิจเป็นหลักครับ
ส่วนเรื่องการ ซื้อเพิ่ม, cut loss ผมไม่กล้าแนะนำ แต่ผมจำที่ใครคนหนึ่งเคยพูดทำนองว่า ลืมต้นทุนที่ซื้อมา คิดเสียว่าพอร์ตตอนนี้เป็นเท่าไหร่ หุ้นในตลาดตัวไหนน่าซื้อที่สุด ขายไปซื้อตัวนั้น ถ้าเป็นตัวเดิมก็ไม่ต้องทำอะไร
ผมเชื่อว่า มี 2 แรงที่ผลักดันราคาหุ้น
1. กำไร >> เราเรียกรวมว่า พื้นฐาน
2. ปัจจัยด้านจิตวิทยา – อารมณ์ของตลาด
ประเด็นแรก เป็นสิ่งที่นักลงทุนแนว vi ต้องวิเคราะห์อยู่แล้ว แต่ถ้าเข้าใจประเด็นที่สองด้วย ก็จะเพิ่มผลตอบแทนได้อีกครับ ผมตอบไม่ได้ชัดเจนว่า เราจะดูอารมณ์จิตวิทยาของตลาดได้อย่างไร(ยังไม่รู้จริง) แต่ประมาณว่า ถ้าเราเข้าใจอารมณ์ตลาด เรามักจะได้ซื้อหุ้นที่ดี ที่ราคาไม่แพง
เหมือนที่ Graham เปรียบเปรยเป็นนิทาน Mr. Market ครับ นอกจากนั้น เราอาจพิจารณาจิตวิทยาของนักลงทุนในตลาดว่า เค้านิยมหุ้นพิมพ์แบบไหน ในอุตสาหกรรมใดที่กำลังจะฮอต หุ้นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ราคาต่ำหรือราคาสูง เหล่านี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ครับ เราลงทุนแนว vi แต่พิจารณาไว้บ้างก็ไม่เสียอะไร

ผมปรับพอร์ตบ่อยๆครับ เหตุผลมักเป็นอย่างนี้

1. เจอหุ้นตัวที่ดีกว่า แต่ไม่มีเงินก็ต้องขายตัวที่ด้อยที่สุดไป
2. ตัวที่ถือพื้นฐานเปลี่ยน อันนี้แน่นอนก็ต้องขายออก
3. หุ้นขึ้นจนราคาสมเหตุสมผล ผมก็อาจจะขายไปเพิ่มตัวที่ยังต่ำกว่ามูลค่า
4. หุ้นลงผมก็ปรับพอร์ต ขายตัวที่ลงน้อยไปซื้อตัวที่มีอัพไซด์มาก
ผมก็ปรับไปเรื่อยครับ ตามข้อมูลที่ได้รับมา ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าบ่อยแค่ไหน หรือกี่เปอร์เซนต์ของพอร์ต ตั้งแต่ซื้อหุ้นมายังถือไม่เกิน 3 ปีเลยครับ เฉลี่ยเกือบๆปีประมาณนั้น แต่เห็นด้วยครับว่า ตลาดผันผวน เราสามารถใช้การปรับพอร์ตหาประโยชน์จากความผันผวนนั้นได้
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ และหุ้น ถ้าตลาดซบเซาหนักๆเราก็ควรย้ายเงินจากกองทุนมาลงหุ้นให้มากขึ้น หรือเปลี่ยนไปถือหุ้นตัวทีมีอัพไซด์สูงกว่า หากตลาดเป็นขาขึ้น หาหุ้นลงทุนได้ยาก อาจจะต้องเปลี่ยนไปถือตัวที่ defensive มีปันผลเยอะหน่อยๆ ประมาณนี้ครับ
ระยะเวลาที่ถือหุ้น สั้นที่สุดนี่จำได้ว่าประมาณ 1 อาทิตย์ครับ ซื้อแล้วขึ้นไปประมาณ 30% ผมก็ขายซิครับ เพราะผมหวังผลตอบแทนแค่นั้น ส่วนยาวนี่ไม่แน่ใจครับ ประมาณ 2 ปี ที่จริง ประเด็นเรื่องเวลาการถือครองหุ้นไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคาเหมาะสมกับพื้นฐานหรือยัง และการถือหุ้นนานๆก็มีผลเสียนะครับ เช่น เราจะเฉื่อยชา ผูกผัน เกิดความลำเอียง รักหุ้นตัวเอง
และถ้ามองในแง่ผลตอบแทน ดูตัวเลขนี้ครับ
*หุ้นตัวแรก เราซื้อผ่านไป 1 ปี ขายที่ราคาเป้าหมายได้กำไร 60% ทั้งปีได้กำไร 60%
*หุ้นตัวที่ 2 เราซื้อผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมาย ขายออกไปซื้อหุ้นตัวที่ 3 ผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมายอีก รวมทั้งปีได้ผลตอบแทน 96%
หุ้นตัวแรกให้ผลตอบแทนมากที่สุด แต่ถ้าให้เลือกผมขอซื้อหุ้นตัวที่ 2-3 ดีกว่า นี่คงคล้ายกับ turnover rate ในงบดุลครับ ยิ่งหมุนมากกำไรก็ยิ่งมาก(เรายังไม่พูดถึงความเสี่ยงนะ)
ผมติดตามพื้นฐานของหุ้นที่อยู่ใน watch list เสมอๆ
ผมมีหุ้นที่ติดตามผลกำไรทุกไตรมาส ประมาณ 80 ตัว และหุ้นที่ติดตามแบบห่างๆอีกประมาณ 120 ตัว รวมๆก็ครึ่งนึงของตลาดพอดี
ผมเชื่อว่า ยิ่งติดตามมาก เราก็ยิ่งรู้พื้นฐานมากขึ้น ขอบข่ายความรู้มากขึ้น ยิ่งติดตามมาก โอกาสที่จะเจอช้างเผือกก็สูง เวลามีข่าวสารเข้ามาเราก็รู้ทันทีว่า เป็นข่าวดีหรือไม่ดี ซื้อหรือไม่ซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลอีก
ผมอ่านหนังสือพิมพ์หุ้นเกือบทุกฉบับ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ อ่านงานวิจัยของโบรคเกอร์ อีไฟแนนซ์ ข่าวตลาด และ tvi ประมาณนี้ครับ อ่านแบบสแกน ถ้าเจอหุ้นที่น่าสนใจจะอ่านแบบละเอียด ไม่อย่างนั้นต้องใช้เวลาเยอะ
คือถ้าเราติดตามข่าวสารบ่อยๆเราจะรู้ว่าแหล่งข่าวไหนที่เราควรจะอ่านครับ
ที่จริงใช้เวลาวันละ 2 ชม. ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการลงทุนแบบมุ่งเน้น(ผลตอบแทน) หรือวันละ 1 ชม. สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นแบบการออม
ผมเคยทำงานประจำมาก่อน ยอมรับว่ามีข้อจำกัดเยอะกว่าคนที่ลงทุนเต็มเวลา และไม่สนับสนุนให้ทุกคนลาออกเพียงเพื่อจะได้มีเวลาหาข้อมูล แต่เราก็ควรให้เวลากับการลงทุนตามสมควร
เพราะการใช้เวลาวันละเล็กละน้อยหลังเลิกงาน หาข้อมูล อาจจะเปลี่ยนสถานะภาพทางด้านการเงิน เปลี่ยนชีวิตคนๆนึงได้เลย ในขณะที่ถ้าทำงานประจำอย่างเดียวมีโอกาสน้อยกว่ามาก
ผมยังจำได้ดร.นิเวศน์เคยเขียนบทความทำนองว่า เราใช้เวลาส่วนใหญ่วันๆไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ และให้เวลาน้อยเกินไปกับเรื่องทีสำคัญที่สุด

>>ขอกำลังใจให้ 1 ไลค์ 1 แชร์นำสิ่งดีๆแบบนี้มาอีกนะครับ

สนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุน..แอดมาเลยครับ
Line ID: @Bestcom (มีตัว @ ด้วยนะครับ)

หรือคลิ๊กมาเลยที่: http://line.me/ti/p/@ldj3404k

🌟แชร์เทคนิคการใช้ Stock screener ⭐️

⭐️ แชร์เทคนิคการใช้ Stock screener ⭐️

BY หุ้นพอร์ทระเบิด

ของคุณทาง Settrade streaming ที่พัฒนาโปรแกรมให้นักลงทุนทุกท่านครับ

ผมเชื่อว่านักลงทุนทุกท่านที่ลงทุนอยู่ ต้องคือมีปัญหานี้แน่นอน นั้นคือ

“วันนี้เราจะเล่นอะไร”

วันนี้ปัญหาดังกล่าวถูกแก้ไขแล้วด้วย

ฟังชั่นใหม่สุด HOT ที่มาใหม่ใน Straming

” Stock screener ”

⭐️ การเข้าสู่โปรแกรม

Login เข้า Streaming ตามปกติ จากนั้นกดใน More ที่มุมขวาล่าง แล้วเลือกเข้าไปที่ stock screener

เปิดมาก็จะเจอเงื่อไขการคัดกรองอีกมากมาย เพื่อใช้หาหุ้นในหลายๆรูปแบบ

” แล้วจะเลือกใช้อะไรละ ?”

วันนี้เราขอมาแชร์วิธีการใช้เงื่อนไขในบางส่วนนะครับ

🔥Technical screen🔥

1.EMA crossover 10/50

ค้นหาหุ้นที่เกิดสัญญาณซื้อทางเทคนิค โดยที่ใช้ราคาล่าสุดในวันนี้ที่ทำให้เส้น EMA 10 (เส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน) ตัด EMA 50 (เส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน)

ใช้เพื่อ>> การหาหุ้นที่ในระยะสั้นมีแนวโน้มขาขึ้นเพื่อหาหุ้นเล่นในระยะสั้นเหมาะสำหรับสำหรับคนเล่นหุ้นระยะวัน-สัปดาห์

แต่มันมีทั้ง EMA และ SMA แล้วมันต่างกันยังไง คำตอบก็คือ EMA เป็นการให้น้ำหนักกับข้อมูลที่ใกล้กับปัจจุบันเป็นหลัก ส่วน SMA ให้น้ำหนักกับทุกวันเท่ากันหมด ความที่สถานการณ์ตลาดมันเปลี่ยนได้ทุกวัน EMA จึงมักนิยมใช้มากกว่า SMA ครับ ให้ความสำคัญกับข้อมูลล่าสุดดีกว่า

2.EMA crossover 10/200

เงื่อนไขนี้ ใช้เพื่อหาในขาขึ้นเช่นเดือนกับเงื่อนไขแรก แต่ขอแตกต่างคือเงื่อนไขยี้ใช้เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ซึ่งเป็นตัวที่บ่งบอกถึงราคาเฉลี่ยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา (1 ปีตลาดเปิดประมาณ 200 วัน)

ทำไมสัญญาณนั้นส่วนนี้จะตีความถึงข้อมูลระยะกลางและยาวมากกว่าเงื่อนไขแรก

ใช้เพื่อ>> หาหุ้นขาขึ้นระยะกลางยาวเหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาเฝ้าและอยากถือหุ้นในระยะกลาง
ระยะเดือน – ปี

3. Break 52 week high

เป็นการค้นหาหุ้นที่ราคาสูงสุดของวันนี้ ‼️ ทำจุดสูงสุดในระยะ 52 สัปดาห์ (เลข 52 มาจาก 1 ปีตลาดเปิดประมาณ 52 สัปดาห์) ซึ่งก็คือราคาที่สูงสุดที่สุดในรอบปี โดยกลุ่มนี้ราคาจะเป็นแนวโน้มขาขึ้นมาแล้วระยะหนึ่ง หุ้นกลุ่มนี้มีการซื้อขายในปริมาณสูง และผันผวน

🔥 เอาง่ายๆคือหุ้นซิ่งและร้อนแรง 🔥

ใช้เพื่อ >>หาหุ้นซิ่ง/Daytrade เหมาะสำหรับคนที่อยากซิ่ง มีเวลาเฝ้าและรับความเสี่ยงได้

4. RSI rebound

เงือนไขนี้ใช้หาหุ้นที่มีการย่อตัว/ปรับตัวลงในช่วงก่อนหน้า และมีโอกาสกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง
ข้อดีคือจะได้หุ้นในหุ้นในต้นทุนที่ต่ำแต่สิ่งที่ต้องระวัง ‼️คือต้องดูแนวโน้มหุ้นให้ดีถ้าเป็นหุ้นขาลงอาจเป็นการรีบาวเพื่อลงต่อ

ใช้เพื่อ >>เพื่อหาหุ้นที่กำลังจะรีบาวต้นที่ที่ได้จะถูกกว่า เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหาหุ้นรันเทรนในช่วงที่ย่อตัว

🔥 Fundamental screener 🔥

1. Dividend Play
เป็นการคัดเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ และ จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แต่ตรงนี้เน้นความสม่ำเสมอและโตต่อเนื่องเป็นหลักแต่ไม่ได้หมายความว่า
หุ้นชุดนี้คือหุ้นที่จ่ายปันผลสูงสุด โดยพิจารณาสภาพคล่องของธุรกิจและหนี้สินของธุรกิจร่วมด้วย

ใช้เพื่อ>>หาหุ้นปันผลลงทุน เหมาะสมหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ/ต้องการกระแสเงินสดจากหุ้นปันผล

2.Value Stock
คัดเลือกหุ้นโดยดูจากฐานะทางการเงิน และ ราคาหุ้นต่อมูลค่าต้องไม่แพงเกินไป นั่นคือหาหุ้นราคาถูกที่มีฐานะทางกิจการดี มีสภาพคล่องของกิจการ มีความมั่นคงและมีความสามารถทำกำไรในเกณฑ์ที่ดี

ใช้เพื่อ>>หาหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งราคาถูกและถือในระยะยาวเหมาะสำหรับคนที่อยากออมหุ้น/ลงทุนระยะยาว

3. Consistent Growth
คัดหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการดี ซึ่งถ้ากำไรมากขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะมีราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แต่หุ้นในกลุ่มนี้มักจะซื้อขายในราคาค่อนข้างแพงทำให้การลงทุนในกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value และ Devidend แต่หากโตจริงผลตอบแทนที่ได้ก็จะสูงกว่า

ใช้เพื่อ>>หาหุ้นเติบโตสูงเหมาะสำหรับคนที่อยากหาหุ้นถือระยะยาว และสามารถรับความเสี่ยงได้

🔥 Hybrid screen 🔥

CAN SLIM
คัดหุ้นตามแนวคิดของ William J. O’Neil โดยหุ้นจะต้องมีการเติบโตของกำไรที่ต่อเนื่อง และ มีทิศทางราคาเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นมากกว่าตลาด และใกล้เคียงกับราคาหุ้นสูงสุดใน 52 สัปดาห์ จิงมักที่จะเป็นหุ้นที่อยู่ในความสนใจของตลาด (Momentum) คือเอาง่ายคือ “พื้นฐานดีกราฟสวย”

ใช้เพื่อ>>หาหุ้นพื้นฐานดีกราฟสวยถือระยะกลาง เป็นอีกทางเลือกของนักลงทุน

สุดท้าย. นี้ แม้ได้ชื่อหุ้นแล้ว แต่ไม่รู้จักทำการบ้าน/หาความรู้ มันก็ไม่มีประโยชน์

ตลาดหุ้นคือสนามรบ…ถ้าคุณอ่อนแอคือแพ้นะครับ

หยุดเสาร์อาทิตย์นี้ก็ลองทำการบ้านกันดูนะ

แล้วพบกับความรู้ดีๆเล่นเคย

ขอ 1 ไลค์ 1 แชร์สำหรับความรู้ดีๆแบบนี้

✨สนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุนแอดมาเลยครับ ทุกอย่างฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย^^
Line ID: @BestCom (มีตัว@ด้วยนะครับ)
หรือคลิ๊กมาเลยที่: http://line.me/ti/p/@ldj3404k

✨ TIME CYCLE ✨

✨ TIME CYCLE ✨

รอบของหุ้น

เทคนิคคอล มาจากพื้นฐานเชิงสถิติ และความน่าจะเป็น
แน่นอนว่าหุ้นแต่ละตัว มีการเคลื่อนไหวของราคาที่แตกต่างกัน แต่กลับมีคนศึกษาและค้นพบว่าในระยาวนั้นหุ้นจะเคลื่อนที่เป็นรอบๆ จากต่ำไปสูงแล้วกลับลงมา เราเรียกสิ่งเหลานี้ว่า

“รอบของหุ้น”

ซิ่งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

1.Accumulation (ระยะสะสมหุ้น)
– Trading Buy เกิดกรอบราคา
– อาจจะกินเวลานาน กรอบจะมีความสูงและระยะเวลาใกล้เคียงกันกับรอบเดิม
– ปริมาณซื้อ ขาย ต่อวันมีไม่มาก
2.Rally/Mark up (ระยะไล่ราคา)
– Spread ของราคาจะกว้างกว่าระยะสะสม
– การเปลี่ยนกรอบจะเกิดขึ้นเร็วกว่าระยะสะสมหุ้น
– ปริมาณซื้อมักจะ “มากกว่า” ปริมาณขาย
3. Distribution (ระยะพักตัว/สงสัย)
– เกิดการขายทำกำไรของนักลงทุนระยะสั้น และการไล่ซื้อของนักลงทุนที่ตกรถ
– วอลลุ่มจะลดลงจากระยะMark up ปริมาณการขายจะเพิ่มในสัดส่วนที่มากขึ้น
– กรอบการเคลื่อนไหวแคบลง ระยะยาวนานขึ้น
– ระยะนี้สามารถ Breakout ได้ 2 ทางกลับมาเป็นระยะ Markup อีกครั้ง
4. Decline/Mark down (ระยะปรับฐานราคา)
– ราคาหลุดกรอบล่างของระยะที่ 3
– เกิดจากการคัทลอสของนักลงทุนที่เข้าในระยะ 3
– หาก Rally แรงมากจะ Decline แรง
– ปริมาณขายมักจะ “มากกว่า” ปริมาณซื้อ

ประโยชน์ของการรู้รอบของหุ้น
ทำให้เราสามารถวางแผ่นการลงทุน การหวังผล และการวาง position sizing ได้ดีขึ้น

ช่วง Accumulation Distribution เล่นในกรอยการเคลื่อนไหนของราคา ตามแนวรับแนวต้าน หวังผลจากการลงทุน 5 – 10 %

ช่วง Rally เน้นการลงทุนแบบ Runtrend ถือจนหมดรอบขาขึ้นหวังผลอย่างน้อย 30 – 100 %

หรือจะเล่นในรูปแบบของการ Breakout หวังผลในระยะสั้น
10-30%

ช่วง Decline เราจะหลีกเลี่ยงการลงทุน

Case STUDY TASCO

ช่วงที่ 1 สักเกตุว่าราคาจะเคลื่อที่ในกรอบแคบๆพร้อมกับมี volume (ปริมาณการซื่อขายต่อวัน) น้อย วิ่งในกรอบ Sideway(ระยะออกข้าง) ถือว่าเป็นระยะสะสม

ช่วงที่ 2 หลักจากเบรคกรอบ Sideway ราคาก็ปรับตัวเป็นขาขึ้นชัดเจนมีการจุดสูงสุดใหม่เรื่อยๆ พร้อมกับปริมาณการซือขายที่มากขึ้น

ช่วงที่ 3 หลังจากที่ราคาหุ้นไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ก็ทำตัวออกข้าง เป็นช่วงพักตัวและเลือกทาง มีกรอบการเคลื่อนไหวที่แคบลงกว่าช่วงที่ 2

ช่วงที่ 4 ราคาหลุดกรอบการเคลื่อนไหวในช่วงที่ 3 ในทิศทางขาลงราคามีการปรับตัวลงพร้อม ปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้น

ถือว่าหุ้น TASCO จบรอบเรียบร้อยแล้ว

และในขณะนี้ถือว่ากำลังอยู่ในช่วงที่เลือกทางใหม่อีกครั้ง

Take home massage : การลงทุนแต่ละครั้งต้องรู้ว่าหุ้นที่เราเล่นอยู่ในช่วงระยะเวลาได้ พยายามหาตัวที่อยู่ใน ช่วง 2 หลีกหนีการลงทุนในช่วง 4 และทำการบ้านเรื่อง Trend และมูลค่าการซื้อขายเพิ้มเติม

หาอ่านได้ที่ www.bestcomvip.com

>>ขอกำลังใจให้ 1 ไลค์ 1 แชร์นำสิ่งดีๆแบบนี้มาอีกนะครับ
สนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุน..แอดมาเลยครับ
Line ID: @Bestcom (มีตัว @ ด้วยนะครับ)
หรือคลิ๊กมาเลยที่: http://line.me/ti/p/@ldj3404k

ทฤษฎีลงทุน 10 เด้ง ‘สถาพร งามเรืองพงศ์’ เซียนหุ้นวัย 25 ปี เจาะลึกเทคนิคลงทุน ‘เซียนหุ้นวัยเบญจเพส’ เจ้าของพอร์ตหลายสิบล้านบาท ‘ฮง’ สถาพร งามเรืองพงศ์ เล่นหุ้นให้ ‘รวย’ ต้องดูพื้นฐาน 70% เทคนิค 30% ฮงคุยว่าเงินลงทุนของเขาเพิ่มขึ้นราวๆ 20 เท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) ขณะที่พอร์ตลงทุนขยายตัวประมาณ 40-50 เท่า ภายในเวลา 7 ปี (2547-2553) หลังประสบความสำเร็จอย่างแรงฮงพัฒนาตัวเองไปเป็น “วิทยากร” เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการลงทุน มีนักลงทุน “รุ่นพี่-รุ่นอา” จองที่นั่งเข้าฟังจำนวนมาก อีกทั้งนามแฝง Hongvalue ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างดีใน “เว็บบอร์ด” แวลูอินเวสเตอร์ แม้ฮงแฝงตัวกลมกลืนกับแวลูอินเวสเตอร์ (VI) แต่เขาก็นิยามตัวเองเป็น “ลูกครึ่ง Value Investor” “ผมจะลงทุนกึ่งแวลู จะผสมผสานระหว่างปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งต่างจากนักลงทุน Value ทั่วไป แต่วันนี้มีนักลงทุน VI รุ่นใหม่ยึดแนวทางนี้เพิ่มขึ้น เพราะพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดีมาก” ฮงกล่าวว่า การจะซื้อหุ้นสักหนึ่งตัว นักลงทุนควรต้องดูทั้งปัจจัยพื้นฐานและกราฟเทคนิคควบคู่กันไป เพราะการดูกราฟย้อนหลังจะทำให้เห็น Demand และ Supply ของหุ้นในอดีต ที่สำคัญจะเห็นจุด “นิวไฮ” ของหุ้นด้วย “สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เหมือนนักลงทุนหุ้นคุณค่าทั่วไปคือ ผมยอมรับการขาดทุนได้บ้าง แต่ถ้าเป็นนักลงทุน VI แท้ๆ ต้องไม่มีคำว่า Cut Loss (ตัดขาดทุน) แต่ผมคิดแบบนั้นไม่ได้ตราบใดที่ยังชื่นชอบการเล่นหุ้นคอมมูนิตี้ (สินค้าโภคภัณฑ์) ที่สำคัญนักลงทุน VI จะไม่ดูกราฟดูปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียว เขามองว่าดูกราฟเหมือนมองกระจกหลัง มันเกิดขึ้นไปแล้ว ไม่สามารถสะท้อนธุรกิจในปัจจุบันหรือในอนาคตได้” สำหรับเทคนิคการลงทุนฮงจะเน้นดูปัจจัยพื้นฐาน 70% อีก 30% จะดูเทคนิเคิล และกราฟหุ้นย้อนหลัง หลายครั้งเขาบอกว่ากราฟหุ้น “ช่วยชีวิต” ไว้ ทำให้ไม่ต้อง “ขายหมู” (ขายถูก) ให้คนอื่น โดยเขายอมลงทุนเสียเงินปีละ 20,000 บาท ติดตั้งโปรแกรม APEX เพื่อดูกราฟราคาหุ้นโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างผลดีจากการดูกราฟ เช่น ราคาหุ้นทำนิวไฮ 10 บาท อยู่ดีๆ ลงมา 8-9 บาท แล้วซื้อขาย 8-9 บาทนานพอสมควร อยู่ๆ ก็วิ่งขึ้นไป 10 บาท โดยมีวอลุ่มเข้ามาเยอะมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้คิดได้ว่าบริษัทนี้ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง “ผมก็จะเริ่มตรวจสอบข้อมูลทันที” บางครั้งฮงเริ่มแกะรอยจากหุ้นที่มี “วอลุ่มผิดสังเกต” จากนั้นก็จะคัดเลือกหุ้นที่ “สวย” (ผลประกอบการดีที่สุด) เข้าพอร์ต สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเลือกหุ้นที่ “เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ของกำไร” และต้องอ่านเกมต่อไปว่า “ไตรมาสที่เหลือ” ของปีนั้นๆ ต้องสามารถรักษากำไรสุทธิระดับนี้(ดี) ได้ต่อเนื่อง ขั้นตอนจากนั้น ต้องเลือกหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 6-7% ต่อปี และข้อสุดท้าย ต้องเลือกหุ้นที่ซื้อขายต่ำกว่า P/E ของกลุ่ม…เหล่านี้คือคุณสมบัติเบื้องต้นของหุ้นที่จะสร้างผลตอบแทนได้สูงจากการลงทุน เมื่อได้หุ้นที่เข้าข่ายกำไรสุทธิทำจุดสูงสุดใหม่ จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และค่า P/E ไม่สูง (ราคาหุ้นยังไม่แพง) ได้แล้ว ฮงก็จะเริ่มปฏิบัติการวิเคราะห์เจาะลึก “งบการเงิน” ทันที โดยเน้นหนักไปที่ “กระแสเงินสด” ของกิจการ พยายามดูย้อนหลังให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของกิจการ (EBITDA) ต้องมีตัวเลขใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ต้องไม่เกิน 1 เท่า และควรเป็นหนี้สิน (หมุนเวียน) ที่ไม่มีดอกเบี้ย เท่านั้นยังวางใจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฮงจะทำการวิเคราะห์ “โครงสร้างธุรกิจ” ผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่ทำกำไรให้บริษัท รวมทั้งอ่านบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆ ที่เขียนถึงหุ้นตัวนี้ รวมทั้งค้นหาบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารมาอ่านเพื่อให้แน่ใจว่าหุ้นที่จะวางเดิมพันราคาต้อง “วิ่ง” ชัวร์! “ผมจะอ่านบทวิเคราะห์ต่างๆ ที่โบรกเกอร์ส่งมาในอีเมล์ทุกเช้า รวมถึงอ่านบทสัมภาษณ์ผู้บริหารเพื่อให้เห็นทิศทางของบริษัท ส่วนใหญ่จะใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเพียง 2 วัน” เมื่อหาข้อมูลครบถ้วนแล้วก็จะเริ่มทำ “ประมาณการผลประกอบการล่วงหน้า” เพื่อประเมินราคาที่เหมาะสมในอนาคต สำหรับวิธีการเข้าเก็บหุ้นจะใช้สูตร 30:30:30:10 ซื้อแล้วหุ้นขึ้นถึงซื้อ “สเต็ปที่สอง” “สเต็ปที่สาม” และ “สเต็ปที่สี่” หมายความว่าซื้อครั้งแรก 30% สเต็ปที่สอง (อีก 30%) จะซื้อเพิ่มก็ต่อเมื่อราคาหุ้นขยับตัวเพิ่มขึ้น 7-8% ถ้าซื้อ 30% แรกแล้วราคาไม่ขึ้นก็จะรอไปก่อน “ยังไม่ซื้อ” ตรงกันข้ามถ้าซื้อแล้ว 30% ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 8% ก็จะ Cut Loss (ตัดขายขาดทุน) ทิ้งทันที ถ้าทิ้งไว้นานเดี๋ยว “ออก(ของ)ไม่ได้” เทคนิคที่ทำให้พอร์ตโตเร็ว 20 เท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) เวลาตลาดหุ้นอยู่ในภาวะ “กระทิง” หรือ “ขาขึ้นใหญ่” และมั่นใจหุ้นสุดๆ เขาจะใช้ “เงินกู้มาร์จิน” เพิ่มพลังบวกให้กับพอร์ต ทุกวันนี้ศูนย์บัญชาการของฮงอยู่ที่บ้านแล้วสั่งซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต ที่บ้านย่านพระราม 2 จะกั้นห้องไว้สำหรับนั่งดูหุ้นโดยเฉพาะภายในมีทีวี LCD 60 นิ้วตั้งอยู่กลางห้อง กิจวัตรประจำวันฮงจะตื่นนอนมานั่งในห้องนี้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าแล้วอ่านข้อมูลทุกอย่างเริ่มตั้งแต่บทวิเคราะห์ หนังสือพิมพ์ เข้าเว็บบอร์ด Thaivi.org เหตุที่ซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตเพราะเสียค่าคอมมิชชั่นเพียง 0.1% ถ้าโทรศัพท์สั่งผ่านมาร์เก็ตติ้งต้องจ่าย 0.15% (รายย่อยต้องจ่าย 0.25%) “โดยปกติผมจะปรับพอร์ตลงทุนทุกไตรมาส (3 เดือน) เพราะสถานการณ์มักมีการเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่งบการเงินประจำไตรมาสออก ผมจะนำข้อมูลที่ผู้บริหารบอกผ่านสื่อกับบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์มานั่งคำนวณตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสถัดไป” อีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จฮงจะ “เล่นหุ้นเป็นกลุ่ม” ประมาณ 7-8 คน เทคนิคการเล่นจะคล้ายๆ กัน พวกเขานัดเจอกันที่ “สโมสรทหารบก” ทุกๆ 2 สัปดาห์ ไม่วันเสาร์ก็วันอาทิตย์ เว้นว่าช่วงไหนตลาดหุ้นดีๆ ก็จะเจอกันสัปดาห์ละครั้ง กิจกรรมที่ทำจะเช่าห้องฉายโปรเจ็คเตอร์เพื่อแชร์ข้อมูลกัน คนไหนถนัดดูกราฟก็จะมาบอกว่าเส้นกราฟเทคนิคหุ้นตัวไหนสวย ใครถนัดพื้นฐานก็จะนำข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง ส่วนการซื้อขายแต่ละคนจะตัดสินใจเอาเองไม่ค่อยบอกกัน ถ้ามีหุ้นตัวไหนเข้าตาฮงชอบสั่งซื้อหุ้นวันจันทร์ ซื้อเสร็จไม่เคยกำหนดว่าต้องถือยาวหรือสั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะเป็นตัวบอก แต่เขาจะเตือนตัวเองเสมอว่า “เล่นหุ้นต้องเล่นแบบ “ไร้ใจ” ถ้าใช้อารมณ์เล่นหุ้น (รัก-โลภ-โกรธ-หลง) มีโอกาสขาดทุนสูง ผมจะพยายามคิดเสมอว่าหุ้นตัวนี้ไม่ใช่ญาติเรา ไม่รัก ไม่เกลียด” ในยามที่ตลาดหุ้นไม่น่าไว้วางใจฮงจะเล่นหุ้นด้วยบัญชีเงินสด ปัจจุบันซื้อขายประจำอยู่ที่ บล.เคทีซีมิโก้ ตามมาร์เก็ตติ้งคู่ใจย้ายมาจาก บล.พัฒนสิน ล่าสุดในพอร์ตมีหุ้นอยู่ 3 ตัว ได้แก่ BCP ต้นทุน 21 บาท มองว่าหุ้นบางจากราคายังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก ถ้าผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาสวยเหมือนไตรมาสแรก ก็อาจปรับราคาเป้าหมายขึ้นไปอีก บางจากถือเป็นหุ้นโรงกลั่นตัวเดียวที่มีค่า P/BV ต่ำที่สุด อีกตัวที่ลงทุนอยู่คือหุ้น HEMRAJ ซื้อมาได้เดือนกว่าๆ แล้ว ต้นทุนแถว 2.10 บาท ชอบเพราะปี 2555 จะมีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าทำให้บริษัทมีความมั่นคงมากขึ้น และหลังเกิดสึนามิทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทย เหมราชก็จะได้ประโยชน์ ตัวสุดท้ายที่ลงทุนคือหุ้น CENTEL ตัวนี้ต้นทุน 7.30 บาท เก็บเพราะเห็นว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 ปีนี้พลิกจากปี 2553 ขาดทุน 51 ล้านบาท มาเป็นกำไรสุทธิ 400 ล้านบาท ถือเป็นการทำนิวไฮในรอบ 5 ปี เพราะธุรกิจอาหารเติบโตมากขึ้น ธุรกิจโรงแรมก็ยังขยายตัวได้ดีอัตราการเข้าพักเพิ่มจาก 50-60% เป็น 70% นอกจากหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้แล้ว หุ้นตัวอื่นๆ ฮงบอกว่า ตอบตรงๆ ตอนนี้ยังหาตัวที่ถูกใจไม่เจอเลย วันนี้ยอมรับว่าสนใจลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่ยัง “เล่นยาก” เคยถามคนที่ลงทุน “หุ้นจีน” เขาบอกว่า “น่ากลัวมาก” บริษัทจีนมีการลงบัญชีไม่ค่อยโปร่งใสถ้าสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังขาดทุน ถ้ามีประสบการณ์แล้วเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง ถามว่าเคยคิดอยากเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนหรือไม่ เด็กหนุ่ม ตอบว่า แม้การซื้อหุ้นคือ “การซื้อธุรกิจ” แต่ไม่ได้หมายความว่าอยากเข้ามาบริหาร “ผมไม่คิดที่จะ “ผูกพัน” กับหุ้นตัวไหน แค่ต้องการเข้ามา “เสพสุข” (จากกำไร) เท่านั้น ได้ตามเป้าหมายแล้วก็จะไป” ฮงเล่าว่า ตลาดหุ้นสมัยนี้คนอายุ 22-23 ปีขึ้นไป เข้ามาเล่นหุ้นกันค่อนข้างมาก จบปริญญาโทมาเล่นหุ้นก็มีเยอะ ส่วนตัวอยากแนะนำ “มือใหม่ที่เพิ่งหัดคลาน” ว่า ควรเริ่มลงทุนด้วยเงิน “ก้อนเล็กๆ” ก่อนสัก 100,000 บาท หากยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วหุ้นที่ใช้ “ฝึกมือ” ควรเป็นพวกหุ้น “โรงไฟฟ้า-ค้าปลีก” เพราะธุรกิจเข้าใจง่าย ราคาหุ้นไม่ผันผวนมาก เมื่อมีประสบการณ์แล้วก็ค่อยขยับมาเล่นหุ้นยากๆ อย่างกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งหุ้นพวกนี้ถ้าจับจังหวะถูกจะได้กำไรเยอะ (รวยเร็ว) “หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ผมจะถนัดกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทแผ่นฟิล์ม สินค้าเกษตร กลุ่มอื่นๆ ยอมรับว่ายังไม่ค่อยชำนาญ” ฮงย้ำว่า ข้อผิดพลาดของนักลงทุนจำนวนมากชอบซื้อหุ้นตามคำแนะนำของเพื่อน หรือซื้อตามโบรกเกอร์โดยที่คุณไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย เท่าที่พบ 90% จะขาดทุน คนที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้น (ยุคนี้) ต้องศึกษาหาความรู้ รู้ทุกซอกทุกมุมของหุ้น “ผมโชคดีที่เล่นหุ้นตั้งแต่เรียนปี 1 ม.กรุงเทพ กว่าจะจับจุดได้ (รู้ความลับตลาดหุ้น) ใช้เวลานาน 2-3 ปี ผมจะยึดอาชีพนักลงทุนเลี้ยงตัวเองไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่เคยไปทำงานบริษัท ทุกวันนี้ผมมีเงินทำอะไรได้หลายๆ อย่าง อย่างที่เพื่อนๆ ไม่มี” เซียนหุ้นวัยเบญจเพส กล่าวทิ้งท้าย เครดิต : เนชั่นกรุ๊ป >>ขอกำลังใจให้ 1 ไลค์ 1 แชร์นำสิ่งดีๆแบบนี้มาอีกนะครับ สนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุน..แอดมาเลยครับ ทุกอย่างฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย^^ Line ID: @Bestcom (มีตัว @ ด้วยนะครับ) หรือคลิ๊กมาเลยที่: http://line.me/ti/p/@ldj3404k

ทฤษฎีลงทุน 10 เด้ง ‘สถาพร งามเรืองพงศ์’ เซียนหุ้นวัย 25 ปี

เจาะลึกเทคนิคลงทุน ‘เซียนหุ้นวัยเบญจเพส’ เจ้าของพอร์ตหลายสิบล้านบาท ‘ฮง’ สถาพร งามเรืองพงศ์ เล่นหุ้นให้ ‘รวย’ ต้องดูพื้นฐาน 70% เทคนิค 30%

ฮงคุยว่าเงินลงทุนของเขาเพิ่มขึ้นราวๆ 20 เท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) ขณะที่พอร์ตลงทุนขยายตัวประมาณ 40-50 เท่า ภายในเวลา 7 ปี (2547-2553) หลังประสบความสำเร็จอย่างแรงฮงพัฒนาตัวเองไปเป็น “วิทยากร” เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการลงทุน มีนักลงทุน “รุ่นพี่-รุ่นอา” จองที่นั่งเข้าฟังจำนวนมาก อีกทั้งนามแฝง Hongvalue ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างดีใน “เว็บบอร์ด” แวลูอินเวสเตอร์

แม้ฮงแฝงตัวกลมกลืนกับแวลูอินเวสเตอร์ (VI) แต่เขาก็นิยามตัวเองเป็น “ลูกครึ่ง Value Investor”

“ผมจะลงทุนกึ่งแวลู จะผสมผสานระหว่างปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งต่างจากนักลงทุน Value ทั่วไป แต่วันนี้มีนักลงทุน VI รุ่นใหม่ยึดแนวทางนี้เพิ่มขึ้น เพราะพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดีมาก”

ฮงกล่าวว่า การจะซื้อหุ้นสักหนึ่งตัว นักลงทุนควรต้องดูทั้งปัจจัยพื้นฐานและกราฟเทคนิคควบคู่กันไป เพราะการดูกราฟย้อนหลังจะทำให้เห็น Demand และ Supply ของหุ้นในอดีต ที่สำคัญจะเห็นจุด “นิวไฮ” ของหุ้นด้วย

“สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เหมือนนักลงทุนหุ้นคุณค่าทั่วไปคือ ผมยอมรับการขาดทุนได้บ้าง แต่ถ้าเป็นนักลงทุน VI แท้ๆ ต้องไม่มีคำว่า Cut Loss (ตัดขาดทุน) แต่ผมคิดแบบนั้นไม่ได้ตราบใดที่ยังชื่นชอบการเล่นหุ้นคอมมูนิตี้ (สินค้าโภคภัณฑ์) ที่สำคัญนักลงทุน VI จะไม่ดูกราฟดูปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียว เขามองว่าดูกราฟเหมือนมองกระจกหลัง มันเกิดขึ้นไปแล้ว ไม่สามารถสะท้อนธุรกิจในปัจจุบันหรือในอนาคตได้”

สำหรับเทคนิคการลงทุนฮงจะเน้นดูปัจจัยพื้นฐาน 70% อีก 30% จะดูเทคนิเคิล และกราฟหุ้นย้อนหลัง หลายครั้งเขาบอกว่ากราฟหุ้น “ช่วยชีวิต” ไว้ ทำให้ไม่ต้อง “ขายหมู” (ขายถูก) ให้คนอื่น โดยเขายอมลงทุนเสียเงินปีละ 20,000 บาท ติดตั้งโปรแกรม APEX เพื่อดูกราฟราคาหุ้นโดยเฉพาะ

ยกตัวอย่างผลดีจากการดูกราฟ เช่น ราคาหุ้นทำนิวไฮ 10 บาท อยู่ดีๆ ลงมา 8-9 บาท แล้วซื้อขาย 8-9 บาทนานพอสมควร อยู่ๆ ก็วิ่งขึ้นไป 10 บาท โดยมีวอลุ่มเข้ามาเยอะมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้คิดได้ว่าบริษัทนี้ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง “ผมก็จะเริ่มตรวจสอบข้อมูลทันที” บางครั้งฮงเริ่มแกะรอยจากหุ้นที่มี “วอลุ่มผิดสังเกต” จากนั้นก็จะคัดเลือกหุ้นที่ “สวย” (ผลประกอบการดีที่สุด) เข้าพอร์ต

สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเลือกหุ้นที่ “เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ของกำไร” และต้องอ่านเกมต่อไปว่า “ไตรมาสที่เหลือ” ของปีนั้นๆ ต้องสามารถรักษากำไรสุทธิระดับนี้(ดี) ได้ต่อเนื่อง ขั้นตอนจากนั้น ต้องเลือกหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 6-7% ต่อปี และข้อสุดท้าย ต้องเลือกหุ้นที่ซื้อขายต่ำกว่า P/E ของกลุ่ม…เหล่านี้คือคุณสมบัติเบื้องต้นของหุ้นที่จะสร้างผลตอบแทนได้สูงจากการลงทุน

เมื่อได้หุ้นที่เข้าข่ายกำไรสุทธิทำจุดสูงสุดใหม่ จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และค่า P/E ไม่สูง (ราคาหุ้นยังไม่แพง) ได้แล้ว ฮงก็จะเริ่มปฏิบัติการวิเคราะห์เจาะลึก “งบการเงิน” ทันที โดยเน้นหนักไปที่ “กระแสเงินสด” ของกิจการ พยายามดูย้อนหลังให้ได้มากที่สุด

โดยเฉพาะในส่วนของความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของกิจการ (EBITDA) ต้องมีตัวเลขใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ต้องไม่เกิน 1 เท่า และควรเป็นหนี้สิน (หมุนเวียน) ที่ไม่มีดอกเบี้ย
เท่านั้นยังวางใจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฮงจะทำการวิเคราะห์ “โครงสร้างธุรกิจ” ผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่ทำกำไรให้บริษัท รวมทั้งอ่านบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆ ที่เขียนถึงหุ้นตัวนี้ รวมทั้งค้นหาบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารมาอ่านเพื่อให้แน่ใจว่าหุ้นที่จะวางเดิมพันราคาต้อง “วิ่ง” ชัวร์!

“ผมจะอ่านบทวิเคราะห์ต่างๆ ที่โบรกเกอร์ส่งมาในอีเมล์ทุกเช้า รวมถึงอ่านบทสัมภาษณ์ผู้บริหารเพื่อให้เห็นทิศทางของบริษัท ส่วนใหญ่จะใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเพียง 2 วัน”

เมื่อหาข้อมูลครบถ้วนแล้วก็จะเริ่มทำ “ประมาณการผลประกอบการล่วงหน้า” เพื่อประเมินราคาที่เหมาะสมในอนาคต สำหรับวิธีการเข้าเก็บหุ้นจะใช้สูตร 30:30:30:10 ซื้อแล้วหุ้นขึ้นถึงซื้อ “สเต็ปที่สอง” “สเต็ปที่สาม” และ “สเต็ปที่สี่”
หมายความว่าซื้อครั้งแรก 30% สเต็ปที่สอง (อีก 30%) จะซื้อเพิ่มก็ต่อเมื่อราคาหุ้นขยับตัวเพิ่มขึ้น 7-8% ถ้าซื้อ 30% แรกแล้วราคาไม่ขึ้นก็จะรอไปก่อน “ยังไม่ซื้อ” ตรงกันข้ามถ้าซื้อแล้ว 30% ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 8% ก็จะ Cut Loss (ตัดขายขาดทุน) ทิ้งทันที ถ้าทิ้งไว้นานเดี๋ยว “ออก(ของ)ไม่ได้”

เทคนิคที่ทำให้พอร์ตโตเร็ว 20 เท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) เวลาตลาดหุ้นอยู่ในภาวะ “กระทิง” หรือ “ขาขึ้นใหญ่” และมั่นใจหุ้นสุดๆ เขาจะใช้ “เงินกู้มาร์จิน” เพิ่มพลังบวกให้กับพอร์ต

ทุกวันนี้ศูนย์บัญชาการของฮงอยู่ที่บ้านแล้วสั่งซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต ที่บ้านย่านพระราม 2 จะกั้นห้องไว้สำหรับนั่งดูหุ้นโดยเฉพาะภายในมีทีวี LCD 60 นิ้วตั้งอยู่กลางห้อง กิจวัตรประจำวันฮงจะตื่นนอนมานั่งในห้องนี้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าแล้วอ่านข้อมูลทุกอย่างเริ่มตั้งแต่บทวิเคราะห์ หนังสือพิมพ์ เข้าเว็บบอร์ด Thaivi.org เหตุที่ซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตเพราะเสียค่าคอมมิชชั่นเพียง 0.1% ถ้าโทรศัพท์สั่งผ่านมาร์เก็ตติ้งต้องจ่าย 0.15% (รายย่อยต้องจ่าย 0.25%)

“โดยปกติผมจะปรับพอร์ตลงทุนทุกไตรมาส (3 เดือน) เพราะสถานการณ์มักมีการเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่งบการเงินประจำไตรมาสออก ผมจะนำข้อมูลที่ผู้บริหารบอกผ่านสื่อกับบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์มานั่งคำนวณตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสถัดไป”

อีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จฮงจะ “เล่นหุ้นเป็นกลุ่ม” ประมาณ 7-8 คน เทคนิคการเล่นจะคล้ายๆ กัน พวกเขานัดเจอกันที่ “สโมสรทหารบก” ทุกๆ 2 สัปดาห์ ไม่วันเสาร์ก็วันอาทิตย์ เว้นว่าช่วงไหนตลาดหุ้นดีๆ ก็จะเจอกันสัปดาห์ละครั้ง กิจกรรมที่ทำจะเช่าห้องฉายโปรเจ็คเตอร์เพื่อแชร์ข้อมูลกัน คนไหนถนัดดูกราฟก็จะมาบอกว่าเส้นกราฟเทคนิคหุ้นตัวไหนสวย ใครถนัดพื้นฐานก็จะนำข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง

ส่วนการซื้อขายแต่ละคนจะตัดสินใจเอาเองไม่ค่อยบอกกัน ถ้ามีหุ้นตัวไหนเข้าตาฮงชอบสั่งซื้อหุ้นวันจันทร์ ซื้อเสร็จไม่เคยกำหนดว่าต้องถือยาวหรือสั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะเป็นตัวบอก แต่เขาจะเตือนตัวเองเสมอว่า “เล่นหุ้นต้องเล่นแบบ “ไร้ใจ” ถ้าใช้อารมณ์เล่นหุ้น (รัก-โลภ-โกรธ-หลง) มีโอกาสขาดทุนสูง ผมจะพยายามคิดเสมอว่าหุ้นตัวนี้ไม่ใช่ญาติเรา ไม่รัก ไม่เกลียด”

ในยามที่ตลาดหุ้นไม่น่าไว้วางใจฮงจะเล่นหุ้นด้วยบัญชีเงินสด ปัจจุบันซื้อขายประจำอยู่ที่ บล.เคทีซีมิโก้ ตามมาร์เก็ตติ้งคู่ใจย้ายมาจาก บล.พัฒนสิน

ล่าสุดในพอร์ตมีหุ้นอยู่ 3 ตัว ได้แก่ BCP ต้นทุน 21 บาท มองว่าหุ้นบางจากราคายังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก ถ้าผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาสวยเหมือนไตรมาสแรก ก็อาจปรับราคาเป้าหมายขึ้นไปอีก บางจากถือเป็นหุ้นโรงกลั่นตัวเดียวที่มีค่า P/BV ต่ำที่สุด

อีกตัวที่ลงทุนอยู่คือหุ้น HEMRAJ ซื้อมาได้เดือนกว่าๆ แล้ว ต้นทุนแถว 2.10 บาท ชอบเพราะปี 2555 จะมีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าทำให้บริษัทมีความมั่นคงมากขึ้น และหลังเกิดสึนามิทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทย เหมราชก็จะได้ประโยชน์

ตัวสุดท้ายที่ลงทุนคือหุ้น CENTEL ตัวนี้ต้นทุน 7.30 บาท เก็บเพราะเห็นว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 ปีนี้พลิกจากปี 2553 ขาดทุน 51 ล้านบาท มาเป็นกำไรสุทธิ 400 ล้านบาท ถือเป็นการทำนิวไฮในรอบ 5 ปี เพราะธุรกิจอาหารเติบโตมากขึ้น ธุรกิจโรงแรมก็ยังขยายตัวได้ดีอัตราการเข้าพักเพิ่มจาก 50-60% เป็น 70%

นอกจากหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้แล้ว หุ้นตัวอื่นๆ ฮงบอกว่า ตอบตรงๆ ตอนนี้ยังหาตัวที่ถูกใจไม่เจอเลย วันนี้ยอมรับว่าสนใจลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่ยัง “เล่นยาก” เคยถามคนที่ลงทุน “หุ้นจีน” เขาบอกว่า “น่ากลัวมาก” บริษัทจีนมีการลงบัญชีไม่ค่อยโปร่งใสถ้าสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังขาดทุน ถ้ามีประสบการณ์แล้วเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง

ถามว่าเคยคิดอยากเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนหรือไม่ เด็กหนุ่ม ตอบว่า แม้การซื้อหุ้นคือ “การซื้อธุรกิจ” แต่ไม่ได้หมายความว่าอยากเข้ามาบริหาร “ผมไม่คิดที่จะ “ผูกพัน” กับหุ้นตัวไหน แค่ต้องการเข้ามา “เสพสุข” (จากกำไร) เท่านั้น ได้ตามเป้าหมายแล้วก็จะไป”

ฮงเล่าว่า ตลาดหุ้นสมัยนี้คนอายุ 22-23 ปีขึ้นไป เข้ามาเล่นหุ้นกันค่อนข้างมาก จบปริญญาโทมาเล่นหุ้นก็มีเยอะ ส่วนตัวอยากแนะนำ “มือใหม่ที่เพิ่งหัดคลาน” ว่า ควรเริ่มลงทุนด้วยเงิน “ก้อนเล็กๆ” ก่อนสัก 100,000 บาท หากยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วหุ้นที่ใช้ “ฝึกมือ” ควรเป็นพวกหุ้น “โรงไฟฟ้า-ค้าปลีก” เพราะธุรกิจเข้าใจง่าย ราคาหุ้นไม่ผันผวนมาก เมื่อมีประสบการณ์แล้วก็ค่อยขยับมาเล่นหุ้นยากๆ อย่างกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งหุ้นพวกนี้ถ้าจับจังหวะถูกจะได้กำไรเยอะ (รวยเร็ว)

“หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ผมจะถนัดกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทแผ่นฟิล์ม สินค้าเกษตร กลุ่มอื่นๆ ยอมรับว่ายังไม่ค่อยชำนาญ”

ฮงย้ำว่า ข้อผิดพลาดของนักลงทุนจำนวนมากชอบซื้อหุ้นตามคำแนะนำของเพื่อน หรือซื้อตามโบรกเกอร์โดยที่คุณไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย เท่าที่พบ 90% จะขาดทุน คนที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้น (ยุคนี้) ต้องศึกษาหาความรู้ รู้ทุกซอกทุกมุมของหุ้น

“ผมโชคดีที่เล่นหุ้นตั้งแต่เรียนปี 1 ม.กรุงเทพ กว่าจะจับจุดได้ (รู้ความลับตลาดหุ้น) ใช้เวลานาน 2-3 ปี ผมจะยึดอาชีพนักลงทุนเลี้ยงตัวเองไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่เคยไปทำงานบริษัท ทุกวันนี้ผมมีเงินทำอะไรได้หลายๆ อย่าง อย่างที่เพื่อนๆ ไม่มี” เซียนหุ้นวัยเบญจเพส กล่าวทิ้งท้าย

เครดิต : เนชั่นกรุ๊ป

>>ขอกำลังใจให้ 1 ไลค์ 1 แชร์นำสิ่งดีๆแบบนี้มาอีกนะครับ

สนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุน..แอดมาเลยครับ ทุกอย่างฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย^^
Line ID: @Bestcom (มีตัว @ ด้วยนะครับ)

หรือคลิ๊กมาเลยที่: http://line.me/ti/p/@ldj3404k

กฏการเทรด 10 ข้อ และการอยู่รอดในตลาด ที่ต้องท่องให้ขึ้นใจ

#เปิดพอรตอย่างไรไม่ให้เสียค่าคอมฟรีๆ ติดต่อเราหลังไมค์
กฏการเทรด 10 ข้อ และการอยู่รอดในตลาด ที่ต้องท่องให้ขึ้นใจ

1. ความอยู่รอดคือจุดเริ่มต้น การเก็งกำไรเป็นธุรกิจที่เสี่ยงสูงมากๆ มันไม่เกี่ยวว่า เราจะชนะ หรือแพ้ มันเกี่ยวกับคำว่าเราจะอยู่รอดอย่างไร เมื่อตลาดอยู่ที่จุดต่ำๆ หรือจุดสูงๆ ถ้าคุณอยู่รอดไม่ได้ คุณไม่สามารถชนะได้
อย่างแรกสุดของการอยู่รอด คุณต้องมีแนวทาง หรือวิธีการเก็งกำไรที่ทำได้จริง
ข่าวลือ วงใน ความรู้สึกไม่ใช่แนวทางการเก็งกำไร โอกาสหรือพื้นที่ในการเก็งกำไรจะมาจากความจริงที่สามารถทำได้จริง
นักเก็งกำไรระยะสั้น และระยะยาวอาจมีแนวทางการทำกำไรต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือวิธีการ และเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริง
นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้เวลาเยอะมากในการซื้อ laptop แต่ตัดสินใจเร็วมากในการวางเงินเดิมพันจริงๆ ในตลาดทุน
ปัญหาโดยทั่วไป คือมีเทคนิคเยอะมากที่มันใช้ทำเงินจริงๆไม่ได้ เขาแนะนำได้อย่างนึงคือ คุณต้องใช้เวลาให้มากหน่อยในการเรียนรู้ และตัดสินใจในการเข้าเก็งกำไร ในช่วงวิกฤตต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คุณจะมี การบริหารเงินที่ดี MM มีระบบที่ดี มีรูปแบบการเก็งกำไรที่ทำได้จริง แต่คุณก็ยังต้องควบคุมตัวเองให้ได้อยู่ดี
2. ทั้งหมดนี้ มันคือเกมส์ของอารมณ์ และมันจะเป็นไปตลอด อะไรก็แล้วแต่ที่มันเกี่ยวข้องกับเงิน และยิ่งเป็นเงินของเรา มันทำให้เราตัดสินใจอย่างไร้เหตุผล ความกลัว อารมณ์ต่างๆทำให้นักเทรดเดอร์ทั้งหลายพลาดกับการลงทุนที่ดี หรือเขาเดิมพันที่สูงมาก เมื่อการบริหารเงินถูกคอบงำโดยอารมณ์ โดยปราศจากเหตุผล
3. ความโลภ เมื่อความโลภมีผลต่อเรามากกว่าความกลัว มาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อคุณเป็นนักเก็งกำไร คุณจะมีความกลัวลดลงกว่าคนทั่วไป เพราะคุณถูกดึงดูดในเรื่องการทำเงินให้ได้ ในขณะที่คนอื่นจะกลัวการขาดทุน
ความโลภเป็นอุปสรรคต่อนักเทรดทั่วไป ความโลภจะทำให้คุณมีความหวังหลงเหลือ ความโลภจะทำให้คุณผลีผลามเข้าในจังหวะที่เสียเปรียบ และออกเร็วเกินไป ความหวังคือศัตรูตัวหลักเพราะมันทำให้คุณฝันถึงกำไรมหาศาล
และออกไปสู่โลกแห่งความฝัน เชื่อผมเถอะ !!! โลกของการเก็งกำไร มันมีจริง และคนมากมายศูนย์เสียเงินที่ตัวเองเก็บมาทั้งชีวิต ชีวิตคู่พัง ครอบครัวแตกแยก จากการได้เสียอย่างมากมายในตลาดนี้
แน่นอน การชนะของเราที่เกิดจากการเก็งกำไร อาจจะชั่วครั้ง ชั่วคราว มันพร้อมจะจากเราไป เหมือนกับเราถูกฟ้องล้มละลาย หรือโกงเลยทีเดียว
ผมไม่สามารถบอกวิธีที่แน่นอนในการจัดการกับความโลภได้ แต่สิ่งที่ผมบอกคุณได้อย่างเดียวคือ คุณต้องควบคุมตัวเองให้ได้ ไม่งั้นคุณจะไม่มีทางรอดจากตลาดแน่นอน
4. ความกลัว
ความกลัวเป็นสาเหตุ ให้คุณไม่กล้าทำในสิ่งที่คุณควรจะทำ ไม่กล้าตัดสินใจเมื่อ ความได้เปรียบมาถึง แน่นอนมันตรงข้ามกับความโลภที่เป็นสาเหตุให้คุณทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
นักจิตวิทยาบอกว่า ความกลัวทำให้คุณไม่กล้าขยับ ถึงแม้โอกาสที่ดีจะวิ่งเข้าหาคุณอย่างมากมายขนาดไหน แต่พวกเขาก็จะมองผ่าน และไม่ทำอะไรกับมันเลย และแย่ยิ่งกว่านั้นคือเขาพลาดโอกาสที่ดีไปแล้ว ถ้าถามผม ผมก็ไม่รู้
แต่ผมบอกได้อย่างเดียวคือ เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ผมกลัวมากเท่าไหร่ โอกาสชนะของผมที่จะได้กำไรกลับมีมากขึ้น นักลงทุนทั่วไปกลัวและเอาตัวเองมาจากตำแหน่งที่ได้เปรียบ
5. Money management คือการสร้างความมั่นคั่ง
แน่นอน คุณสามารถทำเงินจากการเป็นเทรดเดอร์ หรือ นักลงทุนก็ได้ แต่ผมบอกได้เลยว่ากำไรส่วนใหญ่มันไม่ได้มาจาก เทคนิคการเทรด รูปแบบการลงทุน มากเท่ากับวิธีการบริหารเงิน หรือการจัดการเงิน
ผมยกตัวอย่าง ผมทำเงินจาก $10,000 เหรียญเป็น 1 ล้านเหรียญใน 1 ปี ในการแข่งขันรายการนึงด้วยเงินจริง ด้วยวิธีง่ายๆคือ เมื่อกำไรเยอะขึ้นคุณก็เทรดเยอะขึ้น และเมื่อกำไรลดลงคุณก็ต้องเทรดด้วยสัญญาที่น้อยลง
และ 10 ปีต่อมา ลูกสาวเขาอายุ 16 ปี ก็ชนะรางวัลการเทรด โดยทำเงินจาก 10000 เหรียญ เป็น 1 แสนเหรียญ ผมบอกได้เลยว่าไม่มีสูตรลับใดๆ ไม่มีกราฟมหํศจรรย์ใดๆ เธอแค่ทำตามรูปแบบการบริหารเงินเหมือนที่ผมได้ทำ
6. การทำกำไรมหาศาล ไม่ได้มาจากการเดิมพันที่สูง
มีเรื่องราวมากมายของนักเทรด อย่าง jesse livermore, john gates, niederhoffer, frankie joe และอีกมากมาย คนพวกนี้เดิมพันสูงมาก และสูญเสียเงินตัวเองหมดในท้ายที่สุด
การลงทุน หรือเก็งกำไรที่ฉลาดจะไม่เดิมพันสูง และไม่มีทาง ทำไมเหรอ คุณสามารถชนะ และทำกำไรมหาศาลเมื่อคุณเดิมพันไม่เยอะ กลับไปดูข้อ 5 ท้ายที่สุด เมื่อคุณเดิมพันสูง เวลาคุณเสีย คุณก็เสียเยอะเช่นกัน
มันเหมือนการเล่น รูเร็ต คุณสามารถเล่นได้บ่อยโดยคุณไม่แพ้เลย แต่ถ้าคุณเล่นบ่อยมากเท่าไหร่ บ่อยจนเพียงพอต่อผลลัพธ์อันเดียวที่คุณไม่มีทางหนีได้ คือ จุดจบ ความตาย และเมื่อคุณเดิมพันสูง คุณก็จะหมดตัวเช่นกัน ตัวผมก็เคยผ่านมาแล้ว เชื่อผมเถอะ
ผมเดิมพันน้อยลง ควบคุมความเสี่ยงให้ได้ ไม่มีวิธีใดหรอกที่จะอยู่รอดในตลาดโดยปราศจากการควบคุมความเสียหาย
7.พระเจ้าอาจช้า แต่พระเจ้าไม่เคยปฏิเสธ
ผมไม่เคยรู้เลย เมื่อไหร่ผมจะทำเงินได้ มันอาจจะเป็นการเทรดครั้งแรก หรือครั้งสุดท้ายของผมเองก็ได้ แต่คุณต้องเตรียมรบ ให้ได้นานที่สุด
ผมคิดว่าความเชื่อในเรื่องของพลัง คือ ปัจจัยในการสำเร็จของนักเทรด มันช่วยให้เรามีวิสัยทัศน์ในการเก็งกำไร
-.- เริ่มง่วง สรุปคร่าวๆ ขอให้เรามีพยายาม และเชื่อในพลังในตัวเอง และมุ่งมั่น ความสำเร็จจะตาม
8. ผมเชื่อเสมอว่า การเทรดในปัจจุบัน ผมจะขาดทุน
อันนี้คือเคล็ดลับความเชื่อในการเก็งกำไร ให้ประสบความเสำเร็จของผมเลยทีเดียว นักเทรดทั่วไป เชื่อเสมอว่า เทรดครั้งต่อๆไป ในอนาคตพวกเขาจะเทรดได้ดีขึ้น และจะเป็นผู้ชนะ
แต่ไม่ใช่ผม !!! ผมเชื่อว่า หลักๆแล้ว หลักการจริงๆแล้ว คือการเป็นผู้แพ้ ผมถามคำถามคุณ คุณคิดว่า ผมที่มี stop อย่างผม และเทรดอย่างถูกต้อง หรือคนที่เทรดด้วยความเชื่อโดยปราศจากเหตุผล คุณคิดว่าใครจะแพ้
ระหว่างผม หรือ คนที่คิดในแง่ดี
ถ้าคุณยังไม่เข้าใจ ผมจะบอกคุณว่าการที่ผมคิดว่าผมเป็นผู้แพ้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ผมจะปกป้องตัวเอง ในทุกรูปแบบ และทุกเวลา และผมจะไม่อยู่ในความหวัง และความไม่จริง
9. โชคจะมาหาคุณจากการเพ่งความสนใจเพียง 1 ตลาด หรือ 1 เทคนิค
คนที่เทรดหลายๆอย่าง จะไม่ประสบความสำเร็จในการเทรด ทำไม? นักเทรดจะต้องตั้งใจในรายละเอียดของการเทรด โดยปราศจากอารมณ์
การไขว้เขว้อาจหมายถึงต้นทุนคุณที่เพิ่มขึ้น ขาดการใส่ใจ นั่นจะทำให้คุณ ไม่ได้เข้าในจุดที่ควรจะเข้า หรือเพิกเฉยในการเทรดซึ่งนำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้น
เหมือนกับพวกที่โยนบอลขึ้นไปในอากาศ มันค่อนข้างยากที่คุณจะควบคุมบอลที่โยนขึ้นไปอากาศ อย่างเช่นบอล 3 ลูก แน่นอนคุณอาจจะฝึกได้ แต่เมื่อเพิ่มลูกบอลขึ้นเรื่อยๆ น้อยคนมากๆที่จะทำได้ และควบคุมลูกบอลพวกนี้ได้
ดูอย่างพวกนักกีฬาสิ พวกเขามุ่งมั่นอยู่แค่กีฬาอย่างเดียว หรือพวกศิลปิน นักดนตรี ไม่มีหรอกที่จะเป็นดาวดังจากการร้อง country western and opera ดังนั้น ยิ่งคุณมุ่งมั่นได้มากเท่าไหร่ในสิ่งที่คุณทำ คุณจะยิ่งประสบความสำเร็จมากมายในด้านนั้นๆ
10. เมื่อสงสัย ให้กลับไปอ่านข้อหนึ่งใหม่
มีเวลาจะมา edit ใหม่ช่วงหลังง่วงๆ อาจแปลงงบ้าง ^^
BOYLES
ที่มา LARRY WILLIAMS

>>ขอกำลังใจให้ 1 ไลค์ 1 แชร์นำสิ่งดีๆแบบนี้มาอีกนะครับ

สนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุน..แอดมาเลยครับ
Line ID: @Bestcom (มีตัว @ ด้วยนะครับ)

หรือคลิ๊กมาเลยที่: http://line.me/ti/p/@ldj3404k

ทฤษฎีลงทุน 10 เด้ง ‘สถาพร งามเรืองพงศ์’ เซียนหุ้นวัย 25 ปี

ทฤษฎีลงทุน 10 เด้ง ‘สถาพร งามเรืองพงศ์’ เซียนหุ้นวัย 25 ปี

เจาะลึกเทคนิคลงทุน ‘เซียนหุ้นวัยเบญจเพส’ เจ้าของพอร์ตหลายสิบล้านบาท ‘ฮง’ สถาพร งามเรืองพงศ์ เล่นหุ้นให้ ‘รวย’ ต้องดูพื้นฐาน 70% เทคนิค 30%

ฮงคุยว่าเงินลงทุนของเขาเพิ่มขึ้นราวๆ 20 เท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) ขณะที่พอร์ตลงทุนขยายตัวประมาณ 40-50 เท่า ภายในเวลา 7 ปี (2547-2553) หลังประสบความสำเร็จอย่างแรงฮงพัฒนาตัวเองไปเป็น “วิทยากร” เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการลงทุน มีนักลงทุน “รุ่นพี่-รุ่นอา” จองที่นั่งเข้าฟังจำนวนมาก อีกทั้งนามแฝง Hongvalue ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างดีใน “เว็บบอร์ด” แวลูอินเวสเตอร์

แม้ฮงแฝงตัวกลมกลืนกับแวลูอินเวสเตอร์ (VI) แต่เขาก็นิยามตัวเองเป็น “ลูกครึ่ง Value Investor”

“ผมจะลงทุนกึ่งแวลู จะผสมผสานระหว่างปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งต่างจากนักลงทุน Value ทั่วไป แต่วันนี้มีนักลงทุน VI รุ่นใหม่ยึดแนวทางนี้เพิ่มขึ้น เพราะพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดีมาก”

ฮงกล่าวว่า การจะซื้อหุ้นสักหนึ่งตัว นักลงทุนควรต้องดูทั้งปัจจัยพื้นฐานและกราฟเทคนิคควบคู่กันไป เพราะการดูกราฟย้อนหลังจะทำให้เห็น Demand และ Supply ของหุ้นในอดีต ที่สำคัญจะเห็นจุด “นิวไฮ” ของหุ้นด้วย

“สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เหมือนนักลงทุนหุ้นคุณค่าทั่วไปคือ ผมยอมรับการขาดทุนได้บ้าง แต่ถ้าเป็นนักลงทุน VI แท้ๆ ต้องไม่มีคำว่า Cut Loss (ตัดขาดทุน) แต่ผมคิดแบบนั้นไม่ได้ตราบใดที่ยังชื่นชอบการเล่นหุ้นคอมมูนิตี้ (สินค้าโภคภัณฑ์) ที่สำคัญนักลงทุน VI จะไม่ดูกราฟดูปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียว เขามองว่าดูกราฟเหมือนมองกระจกหลัง มันเกิดขึ้นไปแล้ว ไม่สามารถสะท้อนธุรกิจในปัจจุบันหรือในอนาคตได้”

สำหรับเทคนิคการลงทุนฮงจะเน้นดูปัจจัยพื้นฐาน 70% อีก 30% จะดูเทคนิเคิล และกราฟหุ้นย้อนหลัง หลายครั้งเขาบอกว่ากราฟหุ้น “ช่วยชีวิต” ไว้ ทำให้ไม่ต้อง “ขายหมู” (ขายถูก) ให้คนอื่น โดยเขายอมลงทุนเสียเงินปีละ 20,000 บาท ติดตั้งโปรแกรม APEX เพื่อดูกราฟราคาหุ้นโดยเฉพาะ

ยกตัวอย่างผลดีจากการดูกราฟ เช่น ราคาหุ้นทำนิวไฮ 10 บาท อยู่ดีๆ ลงมา 8-9 บาท แล้วซื้อขาย 8-9 บาทนานพอสมควร อยู่ๆ ก็วิ่งขึ้นไป 10 บาท โดยมีวอลุ่มเข้ามาเยอะมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้คิดได้ว่าบริษัทนี้ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง “ผมก็จะเริ่มตรวจสอบข้อมูลทันที” บางครั้งฮงเริ่มแกะรอยจากหุ้นที่มี “วอลุ่มผิดสังเกต” จากนั้นก็จะคัดเลือกหุ้นที่ “สวย” (ผลประกอบการดีที่สุด) เข้าพอร์ต

สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเลือกหุ้นที่ “เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ของกำไร” และต้องอ่านเกมต่อไปว่า “ไตรมาสที่เหลือ” ของปีนั้นๆ ต้องสามารถรักษากำไรสุทธิระดับนี้(ดี) ได้ต่อเนื่อง ขั้นตอนจากนั้น ต้องเลือกหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 6-7% ต่อปี และข้อสุดท้าย ต้องเลือกหุ้นที่ซื้อขายต่ำกว่า P/E ของกลุ่ม…เหล่านี้คือคุณสมบัติเบื้องต้นของหุ้นที่จะสร้างผลตอบแทนได้สูงจากการลงทุน

เมื่อได้หุ้นที่เข้าข่ายกำไรสุทธิทำจุดสูงสุดใหม่ จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และค่า P/E ไม่สูง (ราคาหุ้นยังไม่แพง) ได้แล้ว ฮงก็จะเริ่มปฏิบัติการวิเคราะห์เจาะลึก “งบการเงิน” ทันที โดยเน้นหนักไปที่ “กระแสเงินสด” ของกิจการ พยายามดูย้อนหลังให้ได้มากที่สุด

โดยเฉพาะในส่วนของความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของกิจการ (EBITDA) ต้องมีตัวเลขใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ต้องไม่เกิน 1 เท่า และควรเป็นหนี้สิน (หมุนเวียน) ที่ไม่มีดอกเบี้ย
เท่านั้นยังวางใจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฮงจะทำการวิเคราะห์ “โครงสร้างธุรกิจ” ผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่ทำกำไรให้บริษัท รวมทั้งอ่านบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆ ที่เขียนถึงหุ้นตัวนี้ รวมทั้งค้นหาบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารมาอ่านเพื่อให้แน่ใจว่าหุ้นที่จะวางเดิมพันราคาต้อง “วิ่ง” ชัวร์!

“ผมจะอ่านบทวิเคราะห์ต่างๆ ที่โบรกเกอร์ส่งมาในอีเมล์ทุกเช้า รวมถึงอ่านบทสัมภาษณ์ผู้บริหารเพื่อให้เห็นทิศทางของบริษัท ส่วนใหญ่จะใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเพียง 2 วัน”

เมื่อหาข้อมูลครบถ้วนแล้วก็จะเริ่มทำ “ประมาณการผลประกอบการล่วงหน้า” เพื่อประเมินราคาที่เหมาะสมในอนาคต สำหรับวิธีการเข้าเก็บหุ้นจะใช้สูตร 30:30:30:10 ซื้อแล้วหุ้นขึ้นถึงซื้อ “สเต็ปที่สอง” “สเต็ปที่สาม” และ “สเต็ปที่สี่”
หมายความว่าซื้อครั้งแรก 30% สเต็ปที่สอง (อีก 30%) จะซื้อเพิ่มก็ต่อเมื่อราคาหุ้นขยับตัวเพิ่มขึ้น 7-8% ถ้าซื้อ 30% แรกแล้วราคาไม่ขึ้นก็จะรอไปก่อน “ยังไม่ซื้อ” ตรงกันข้ามถ้าซื้อแล้ว 30% ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 8% ก็จะ Cut Loss (ตัดขายขาดทุน) ทิ้งทันที ถ้าทิ้งไว้นานเดี๋ยว “ออก(ของ)ไม่ได้”

เทคนิคที่ทำให้พอร์ตโตเร็ว 20 เท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) เวลาตลาดหุ้นอยู่ในภาวะ “กระทิง” หรือ “ขาขึ้นใหญ่” และมั่นใจหุ้นสุดๆ เขาจะใช้ “เงินกู้มาร์จิน” เพิ่มพลังบวกให้กับพอร์ต

ทุกวันนี้ศูนย์บัญชาการของฮงอยู่ที่บ้านแล้วสั่งซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต ที่บ้านย่านพระราม 2 จะกั้นห้องไว้สำหรับนั่งดูหุ้นโดยเฉพาะภายในมีทีวี LCD 60 นิ้วตั้งอยู่กลางห้อง กิจวัตรประจำวันฮงจะตื่นนอนมานั่งในห้องนี้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าแล้วอ่านข้อมูลทุกอย่างเริ่มตั้งแต่บทวิเคราะห์ หนังสือพิมพ์ เข้าเว็บบอร์ด Thaivi.org เหตุที่ซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตเพราะเสียค่าคอมมิชชั่นเพียง 0.1% ถ้าโทรศัพท์สั่งผ่านมาร์เก็ตติ้งต้องจ่าย 0.15% (รายย่อยต้องจ่าย 0.25%)

“โดยปกติผมจะปรับพอร์ตลงทุนทุกไตรมาส (3 เดือน) เพราะสถานการณ์มักมีการเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่งบการเงินประจำไตรมาสออก ผมจะนำข้อมูลที่ผู้บริหารบอกผ่านสื่อกับบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์มานั่งคำนวณตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสถัดไป”

อีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จฮงจะ “เล่นหุ้นเป็นกลุ่ม” ประมาณ 7-8 คน เทคนิคการเล่นจะคล้ายๆ กัน พวกเขานัดเจอกันที่ “สโมสรทหารบก” ทุกๆ 2 สัปดาห์ ไม่วันเสาร์ก็วันอาทิตย์ เว้นว่าช่วงไหนตลาดหุ้นดีๆ ก็จะเจอกันสัปดาห์ละครั้ง กิจกรรมที่ทำจะเช่าห้องฉายโปรเจ็คเตอร์เพื่อแชร์ข้อมูลกัน คนไหนถนัดดูกราฟก็จะมาบอกว่าเส้นกราฟเทคนิคหุ้นตัวไหนสวย ใครถนัดพื้นฐานก็จะนำข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง

ส่วนการซื้อขายแต่ละคนจะตัดสินใจเอาเองไม่ค่อยบอกกัน ถ้ามีหุ้นตัวไหนเข้าตาฮงชอบสั่งซื้อหุ้นวันจันทร์ ซื้อเสร็จไม่เคยกำหนดว่าต้องถือยาวหรือสั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะเป็นตัวบอก แต่เขาจะเตือนตัวเองเสมอว่า “เล่นหุ้นต้องเล่นแบบ “ไร้ใจ” ถ้าใช้อารมณ์เล่นหุ้น (รัก-โลภ-โกรธ-หลง) มีโอกาสขาดทุนสูง ผมจะพยายามคิดเสมอว่าหุ้นตัวนี้ไม่ใช่ญาติเรา ไม่รัก ไม่เกลียด”

ในยามที่ตลาดหุ้นไม่น่าไว้วางใจฮงจะเล่นหุ้นด้วยบัญชีเงินสด ปัจจุบันซื้อขายประจำอยู่ที่ บล.เคทีซีมิโก้ ตามมาร์เก็ตติ้งคู่ใจย้ายมาจาก บล.พัฒนสิน

ล่าสุดในพอร์ตมีหุ้นอยู่ 3 ตัว ได้แก่ BCP ต้นทุน 21 บาท มองว่าหุ้นบางจากราคายังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก ถ้าผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาสวยเหมือนไตรมาสแรก ก็อาจปรับราคาเป้าหมายขึ้นไปอีก บางจากถือเป็นหุ้นโรงกลั่นตัวเดียวที่มีค่า P/BV ต่ำที่สุด

อีกตัวที่ลงทุนอยู่คือหุ้น HEMRAJ ซื้อมาได้เดือนกว่าๆ แล้ว ต้นทุนแถว 2.10 บาท ชอบเพราะปี 2555 จะมีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าทำให้บริษัทมีความมั่นคงมากขึ้น และหลังเกิดสึนามิทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทย เหมราชก็จะได้ประโยชน์

ตัวสุดท้ายที่ลงทุนคือหุ้น CENTEL ตัวนี้ต้นทุน 7.30 บาท เก็บเพราะเห็นว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 ปีนี้พลิกจากปี 2553 ขาดทุน 51 ล้านบาท มาเป็นกำไรสุทธิ 400 ล้านบาท ถือเป็นการทำนิวไฮในรอบ 5 ปี เพราะธุรกิจอาหารเติบโตมากขึ้น ธุรกิจโรงแรมก็ยังขยายตัวได้ดีอัตราการเข้าพักเพิ่มจาก 50-60% เป็น 70%

นอกจากหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้แล้ว หุ้นตัวอื่นๆ ฮงบอกว่า ตอบตรงๆ ตอนนี้ยังหาตัวที่ถูกใจไม่เจอเลย วันนี้ยอมรับว่าสนใจลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่ยัง “เล่นยาก” เคยถามคนที่ลงทุน “หุ้นจีน” เขาบอกว่า “น่ากลัวมาก” บริษัทจีนมีการลงบัญชีไม่ค่อยโปร่งใสถ้าสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังขาดทุน ถ้ามีประสบการณ์แล้วเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง

ถามว่าเคยคิดอยากเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนหรือไม่ เด็กหนุ่ม ตอบว่า แม้การซื้อหุ้นคือ “การซื้อธุรกิจ” แต่ไม่ได้หมายความว่าอยากเข้ามาบริหาร “ผมไม่คิดที่จะ “ผูกพัน” กับหุ้นตัวไหน แค่ต้องการเข้ามา “เสพสุข” (จากกำไร) เท่านั้น ได้ตามเป้าหมายแล้วก็จะไป”

ฮงเล่าว่า ตลาดหุ้นสมัยนี้คนอายุ 22-23 ปีขึ้นไป เข้ามาเล่นหุ้นกันค่อนข้างมาก จบปริญญาโทมาเล่นหุ้นก็มีเยอะ ส่วนตัวอยากแนะนำ “มือใหม่ที่เพิ่งหัดคลาน” ว่า ควรเริ่มลงทุนด้วยเงิน “ก้อนเล็กๆ” ก่อนสัก 100,000 บาท หากยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วหุ้นที่ใช้ “ฝึกมือ” ควรเป็นพวกหุ้น “โรงไฟฟ้า-ค้าปลีก” เพราะธุรกิจเข้าใจง่าย ราคาหุ้นไม่ผันผวนมาก เมื่อมีประสบการณ์แล้วก็ค่อยขยับมาเล่นหุ้นยากๆ อย่างกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งหุ้นพวกนี้ถ้าจับจังหวะถูกจะได้กำไรเยอะ (รวยเร็ว)

“หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ผมจะถนัดกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทแผ่นฟิล์ม สินค้าเกษตร กลุ่มอื่นๆ ยอมรับว่ายังไม่ค่อยชำนาญ”

ฮงย้ำว่า ข้อผิดพลาดของนักลงทุนจำนวนมากชอบซื้อหุ้นตามคำแนะนำของเพื่อน หรือซื้อตามโบรกเกอร์โดยที่คุณไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย เท่าที่พบ 90% จะขาดทุน คนที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้น (ยุคนี้) ต้องศึกษาหาความรู้ รู้ทุกซอกทุกมุมของหุ้น

“ผมโชคดีที่เล่นหุ้นตั้งแต่เรียนปี 1 ม.กรุงเทพ กว่าจะจับจุดได้ (รู้ความลับตลาดหุ้น) ใช้เวลานาน 2-3 ปี ผมจะยึดอาชีพนักลงทุนเลี้ยงตัวเองไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่เคยไปทำงานบริษัท ทุกวันนี้ผมมีเงินทำอะไรได้หลายๆ อย่าง อย่างที่เพื่อนๆ ไม่มี” เซียนหุ้นวัยเบญจเพส กล่าวทิ้งท้าย

เครดิต : เนชั่นกรุ๊ป

>>ขอกำลังใจให้ 1 ไลค์ 1 แชร์นำสิ่งดีๆแบบนี้มาอีกนะครับ

สนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุน..แอดมาเลยครับ ทุกอย่างฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย^^
Line ID: @Bestcom (มีตัว @ ด้วยนะครับ)

หรือคลิ๊กมาเลยที่: http://line.me/ti/p/@ldj3404k

การหาจุดเข้าซื้อ ขาย โดยการใช้ แนวรับ แนวต้าน ‼️

การหาจุดเข้าซื้อ ขาย โดยการใช้ แนวรับ แนวต้าน ‼️
คำเตือน เป็นการแชร์ความรู้ทางเทคนิค 😊

ไม่ได้เชียร์ซื้อขาย‼️

เมื่อทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ เรียกว่า break out ซื้อ
เมื่อทะลุแนวรับลงมาได้ เรียกว่า break out ขาย

⭐️ การหาแนวรับ แนวต้านควรใช้คู่กับการตีเส้นแนวโน้ม trend line จะให้ผลที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น การลากเส้นแนวโน้มมาผสมกับการหาจังหวะเข้าซื้อ ขาย คือเมื่อลากแนวโน้มขาขึ้นได้แล้วราคา break out ทะลุแนวต้าน (อดีต) ขึ้นไปได้ เป็นจังหวะซื้อที่มักจะถูกทางเสมอ ให้ทยอยซื้อเรื่อยๆ เมื่อทะลุแนวต้าน แต่ควรซื้อให้น้อยลงกว่าครั้งก่อน เพราะอย่าลืมว่าราคาได้ขึ้นไปสูงแล้วควรจะซื้อให้น้อยลงตามหลักการของ Money management เพื่อลดความเสี่ยง

⭐️ การใช้ แนวรับ แนวต้าน ในการหา stop loss วินัยเรื่องนี้ถือว่าสำคัญที่สุด

⭐️ การเข้าเทรดทุกครั้ง เราต้องคิดเสมอด้วยเหตุและผล ว่าเราเทรดเพราะอะไร วางแผนในเทรดครั้งนี้ยังไง เป้าหมายตรงไหน และจุดยอมรับการขาดทุนอยู่ตรงไหน นึกเสมอว่าเข้าเทรดต้องชนะตลาด เมื่อแพ้ก็ยอมมอบตัวให้เร็ว เมื่อชนะตลาดก็รีบเก็บกำไรให้ได้ รู้ว่าตอนไหนควรอยู่เฉย ๆ ตอนไหนควรเล่นสั้น ตอนไหนควรเก็บยาว

⭐️ จะเห็นว่าแค่เรารู้พื้นฐาน การลากเส้นและแนวรับแนวต้าน สามารถหาได้ทั้งจุดเข้าซื้อ ขาย เป้าหมาย จุดยอมขาดทุน

⭐️ ฝึกมองภาพกว้างให้ออก โดยไปมองที่ระยะยาวก่อน มาถึงระยะสั้น เช่น กราฟราย Month, Week, Day และ Minute เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.sornhoon.com/

>>ขอกำลังใจให้ 1 ไลค์ 1 แชร์นำสิ่งดีๆแบบนี้มาอีกนะครับ

สนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุน..แอดมาเลยครับ ทุกอย่างฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย^^
Line ID: @BestCom
หรือคลิ๊กมาเลยที่: http://line.me/ti/p/@ldj3404k

ขาดทุนหุ้นซ้ำๆ แก้ไขอย่างไรดี ❓

ขาดทุนหุ้นซ้ำๆ แก้ไขอย่างไรดี ❓

บางคนเล่นหุ้นมาหลายปีไม่กำไรมันเพราะอะไร❓

(ประสบการณ์ตรงจาก
http://pantip.com/topic/33238769)
สรุปออกมาจะพบว่า ตัวเองมีพฤติกรรมการลงทุนซ้ำๆ ที่ทำให้ขาดทุน ดังนี้ครับ
1.ซื้อแล้วลง แล้วดันซื้อถัวอีก
2.ราคาหล่นมากกว่าที่คิดไว้ แล้วไม่คัท (ไม่มีวินัย)
3.หล่นแล้วไม่คัท
4.เข้าจังหวะถูกต้องแล้ว แต่รีบขาย (ควรขายเมื่อมีสัญญาณขายออกมาเท่านั้น)
5.รีบเข้าแท่งแดงยาวแรก
6.ผิดซ้ำอีก…เข้าแล้วหล่น ยังจะเข้าอีกไม้
7.ซื้อแล้วขึ้น แต่พอหล่นมาต่ำทุน ไม่คัท

ประเด็นหลักของผมคือ ไม่ยอมคัท ทำให้ขาดทุนหนักขึ้น
เมื่อทบทวนพฤติกรรมตัวเองว่า ทำไมไม่ยอมคัท
พบว่า พอมันหล่นเกินกว่าที่เราจะยอมรับขาดทุนได้ ทำให้ไม่กล้าคัท ส่งผลให้ยิ่งถือยิ่งขาดทุนเข้าไปใหญ่

วิธีแก้ไข….เลยมาตั้งกฎกติกาว่า -3 ช่องคัท (ตอนนี้ผมยอมรับขาดทุนได้เท่านี้ แต่ละคนยอมรับขาดทุนได้ไม่เท่ากัน ลองปรับกันเองนะครับ) แล้วก็ต้องทำตามวินัยอย่างเคร่งครัด

แต่ปัญหายังไม่จบ -3 ช่องคัทก็จริง เมื่อหุ้นลบมากกว่า 3 ช่อง (อาจจะ 5-10 ช่อง) แล้วกลับมาดีดคืน เราก็ไม่กล้าตาม เพราะมันเพิ่งจะลงมามาดๆ กลัวขาดทุนอีก ที่ไหนได้วิ่งหน้าตั้งไปเลย

คราวนี้เราก็มาแก้ปัญหาที่จุดเข้า เข้าตรงไหนที่เข้าแล้ว ต้องหล่นไม่เกิน 3 ช่อง(ตามกฎกติกาของเราเองว่า -3 ช่อง คัท)
ก็มาพบว่า ตรงที่เริ่มไม่มีแรงขาย(วอลุ่มลดลงมาก), เริ่มไม่มี new low มา 2-3 วัน เมื่อเห็นอย่างนี้ก็เข้าซิครับ
แล้วก็ รอ ร๊อ รอ อย่างเดียว เมื่อไหร่เจ้าจะลากขึ้น แต่ถ้าเกิดหล่นมี new low อีก ก็กติกาเดิม -3 ช่องคัท
เมื่อผมทำอย่างนี้พบว่า ลดการขาดทุนไปอย่างมาก ถึงโดนก็โดนไม่มาก และส่งผลให้พอร์ตมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้น

****สรุปพบพฤติกรรมซ้ำๆ ในการลงทุนแล้วกำไร ดังนี้
1.เข้าซื้อเมื่อไม่มีแรงขาย ไม่มี new low
2.ย่อมาแล้วหลายวัน ไม่หลุดตรงนี้ซะที
3.ซื้อหุ้นกำลังขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งซื้อ (แต่ถ้าหล่น -3 ช่อง ณ จุดซื้อ ก็คัทตามกฎ)
จุดนี้นี่เองที่ทำแล้วได้กำไร เราก็หมั่นทบทวนตัวเอง ให้ทำพฤติกรรมซ้ำๆได้ เพราะเข้าแล้วได้กำไร

ที่สำคัญคือ ทบทวนจุดผิดพลาดของตนเองไปเรื่อยๆ แก้ไขไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง
เน้นอีกอย่าง อย่าโกหกตัวเอง ไม่งั้นจะแก้ปัญหาไม่สำเร็จ

สุดท้ายนี้ ผมก็มาเขียนกฎการลงทุน แปะติดไว้ข้างจอคอมฯ อ่านทบทวน เช้า-บ่ายก่อนตลาดเปิด เพื่อให้มันฝังรากลึกลงไปในจิตใจ เพื่อที่เราจะได้มีพฤติกรรมที่ถูกต้อง หลี่กเลี่ยงจุดพลาดเดิมๆ มีดังนี้ครับ
-อย่าขาดทุน เล่นหุ้นในเกมส์ที่ถนัดของเรา
-เล่นหุ้นที่หมดแรงขายแล้ว+ไม่มี new low 2-3 วัน+เริ่มมีสัญญาณซื้อ
-นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ คิดถึงความเสี่ยงที่จะขาดทุนมากกว่ากำไร
-เข้าจุด save ตั้งเป้าเลยว่า ยอมหลุดกี่ช่องคัท ยอมขาดทุนเท่านั้นพอ
-เวลาจะซื้อหุ้น จุดเข้าต้องได้เปรียบ เป็นด่านแรกที่สำคัญมาก
-ให้ละ โลภ โกรธ หลง เพราะมันจะปิดบังความคิดที่ถูกต้อง

>>ขอกำลังใจให้ 1 ไลค์ 1 แชร์นำสิ่งดีๆแบบนี้มาอีกนะครับ

สนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุน..แอดมาเลยครับ ทุกอย่างฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย^^
Line ID: @Bestcom (มีตัว @ ด้วยนะครับ)

หรือคลิ๊กมาเลยที่: http://line.me/ti/p/@ldj3404k

✨Buffet & Soros ✨

✨Buffet & Soros ✨
ปรัชญาการลงทุนและความเชื่อที่เหมือนกันของบัฟเฟตต์ และโซรอส ซึ่งแตกต่างจากนักลงทุนทั่วไป โดยกล่าวว่าสิ่งนี้กลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างผู้แพ้และผู้ชนะในการลงทุนออกจากกัน นักลงทุนทั่วไปส่วนใหญ่ต้องเจ็บตัวเพราะมีความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับวิธีที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุน ซึ่งเขาพบว่าความเชื่อเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ในการลงทุนของโลกแทบทุกคน โดยเฉพาะบัฟเฟตต์และโซรอส “ไม่เชื่อ” ดังนั้นหากคุณอยากจะประสบความสำเร็จเฉกเช่นเดียวกับ บัฟเฟตต์และโซรอส คุณต้องลบความเชื่อผิดๆเหล่านั้นทิ้งไป

โดยความเชื่อผิดๆ ดังกล่าว เขาเรียกมันว่า
“บาปมหันต์ 7 ประการ”
ซึ่งประกอบด้วย

🔥 บาปมหันต์ข้อที่ 1. เชื่อว่า คุณจะต้องคาดการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดได้ จึงจะทำกำไรได้
แน่นอนว่าการรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าย่อมที่จะทำให้เกิดผลกำไร แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถคาดเดาอนาคตได้ถูกต้องอยู่เสมอ
โซรอส : “ความสำเร็จทางการเงินของผม ดูเหมือนจะสวนทางกับความสามารถในการพยากรณ์ตลาด”
บัฟเฟตต์ : “การพยาการณ์จะ บอกเราได้แค่ว่า นักวิเคราะห์คนนั้นเป็นคนอย่างไร แต่ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับอนาคตเลย” (บัฟเฟตต์หนักกว่าโซรอสตรงที่เขาแทบไม่เคยพยาการณ์อะไรเลย)

ความจริง : สิ่งที่ผู้ชนะสนใจจึงไม่ใช่ข้อมูลในอนาคตแต่กลับเป็นข้อมูลที่เป็นความจริง ในปัจจุบันต่างหาก โดยเขาทั้งสองน่าจะเป็นสองคนแรกที่พร้อมจะยอมรับว่า ถ้าการลงทุนต้องอาศัยการคาดการณ์อนาคต พวกเขาก็คงจะเจ๊งหมดตัวไปแล้ว

🔥 บาปมหันต์ข้อที่ 2. เชื่อ “กูรู”
นักลงทุนหลายคนเชื่อว่า ถ้าฉันพยากรณ์ตลาดไม่ได้ ก็ต้องมีคนอื่นที่ทำได้ สิ่งที่ฉันต้องทำ คือหาคนคนนั้นให้เจอ

ความจริง : หากคุณพยากรณ์ได้จริง คุณจะเที่ยวไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ทำไมล่ะ คุณคงเงียบสนิทและแอบทำเงินอยู่คนเดียว จริงไหม

🔥 บาปมหันต์ข้อที่ 3. เชื่อว่า ข้อมูลวงใน จะช่วยทำเงินได้มหาศาล

ความจริง : บัฟเฟตต์คือนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก แหล่งข้อมูลในการลงทุนที่เด็ดที่สุดของเขา คือ รายงานประจำปี
ตอนนี้บัฟเฟตต์และโซรอสมีชื่อเสียง แล้ว ทำให้เขาสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ทุกระดับ แต่เมื่อเทียบกับตอนที่ยังไม่มีใครรู้จักเขา เขาสามารถทำผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากกว่าตอนนี้ซะอีก นั่นแปลว่าถ้าตอนนี้ทั้งสองมีข้อมูลวงในอะไรอยู่จริง มันก็คงไม่ได้มีประโยชน์อะไรนักหรอก
บัฟเฟตต์ :” หากมีเงินในมือเป็นล้านๆเหรียญ แล้วทำตามข้อมูลวงในเรื่อยๆ คุณอาจหมดตัวได้ภายในปีเดียว”

🔥 บาปมหันต์ข้อที่ 4. กระจายการลงทุน

ความจริง : สถิติที่น่าทึ่งของบัฟเฟตต์มาจากการวิเคราะห์หาบริษัทที่ยอดเยี่ยมประมาณแค่ ครึ่งโหล และลงทุนเต็มเม็ดเต็มหน่วยในบริษัทเหล่านั้น
โซรอสบอกว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณทำผิดหรือถูก อยู่ที่ว่าคุณทำเงินได้แค่ไหนเวลาคุณตัดสินใจถูก และเสียเงินเท่าไรเมื่อตัดสินใจผิด
การกระจายการลงทุนเป็นสิ่งที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงจากเซียนการลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

🔥 บาปมหันต์ข้อที่ 5. เชื่อว่าคุณต้องเสี่ยงมาก หากจะทำกำไรได้มากๆ

ความจริง : เช่นเดียวกับผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ชอบเสี่ยงเช่นกัน เขาจะทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงความเลี่ยง สุดยอดนักลงทุนจะลงทุนก็ต่อเมื่อเขามั่นใจจริงๆ เท่านั้น

🔥 บาปมหันต์ข้อที่ 6. เชื่อว่ามี “ระบบ” การลงทุนหรือมีใครสักคนในโลกนี้ที่สามารถพัฒนาระบบซื้อขาย อาจเป้นการวิเคราะห์ทางเทคนิค พื้นฐาน โดยใช้คอมพิวเตอร์หรือโหราศาสตร์ที่สามารถรับประกันผลตอบแทนได้อย่างแน่นอน

ความจริง : ความ เชื่อลักษณะนี้ทำให้คนที่ทำระบบเทรดสำเร็จรูปร่ำรวยมหาศาล แต่ไม่ใช่จากการลงทุนตามระบบแต่รวยมาจากการขายระบบนั้นให้นักลงทุนทั่วไป

🔥 บาปมหันต์ข้อที่ 7. เชื่อว่าคุณรู้ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต และมั่นใจว่าตลาดจะเป็นอื่นไปไม่ได้

ความจริง : ความเชื่อในลักษณะนี้เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดความบ้าคลั่งในการลงทุน แต่เชื่อเหอะว่าเมื่อใดที่เกิดความมั่นใจในระดับนี้ มันมักจะเป็นจุดกลับตัวแล้ว

นอกเหนือจากความเชื่อผิดๆ เหล่านี้แล้วเราเห็นถึงอุปนิสัยแห่งชัยชนะของการลงทุนหรือหลักในการลงทุนของ ทั้งบัฟเฟตต์และโซรอสที่เหมือนกันไว้มากมาย อาทิ ต้องรักษาเงินต้นไว้ให้ได้ก่อน, ถ้าไม่มีอะไรทำ ก็อย่าทำอะไร,รู้ว่าจะขายเมื่อไรก่อนที่จะซื้อ,ถ้าไม่รู้ว่า say YES ดีไหม ก็ say NO ไว้ก่อน ,จงยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองและเรียนรู้จากความผิดพลาด หรือ จงกินอาหารที่คุณทำเอง และหลักอื่นๆอีกหลายข้อ ซึ่งในส่วนนี้พบว่า เรื่องของการลงทุนนั้น “สมอง” เป็นรอง “นิสัย” และ “ใจ” ต่างหาก ที่สำคัญที่สุด

>>ขอกำลังใจให้ 1 ไลค์ 1 แชร์นำสิ่งดีๆแบบนี้มาอีกนะครับ

สนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุน..แอดมาเลยครับ ทุกอย่างฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย^^
Line ID: @Bestcom (มีตัว @ ด้วยนะครับ)